
ซีอีโอชี้โอกาสเออีซี มุ่งร่วมทุนลดเสี่ยง
ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ดีลอยท์ (ประเทศไทย) ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม
โดย...ดร.สหนนท์ ตั้งเบญจสิริกุล
ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ดีลอยท์ (ประเทศไทย) ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม โอกาสและความท้าทายจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของประเทศไทยและบริษัทข้ามชาติในหลายอุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์ การเงินการธนาคาร พลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นผู้ให้ข้อมูล
จากการสอบถามเรื่องการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่เออีซี พบว่า 80% ของผู้บริหารที่ให้ข้อมูลยอมรับว่าได้ทำการขยายธุรกิจไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ก่อนที่จะเปิดเออีซี แต่ผู้บริหารเหล่านี้มองว่าเออีซียังไม่ส่งผลกระทบต่อตัวธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่สัดส่วน 76% ของผู้บริหารมองว่า เออีซี คือ โอกาสในการขยายธุรกิจ แต่คาดการณ์ว่ารายได้ของบริษัทหลังจากการเปิดเออีซีจะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 20% โดยผู้บริหารส่วนใหญ่เห็นว่า การเปิดเออีซีจะสร้างสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจใหม่ๆ
จะเห็นว่าปัจจัยที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันหลายด้านที่ผู้บริหารเลือกนั้นอาจไม่ได้เป็นการเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจโดยตรง แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มผลกำไรในการทำธุรกิจ รวมถึงช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภายนอกกลุ่มเออีซีให้เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผลวิจัยยังสะท้อนมุมมองผู้บริหารเกี่ยวกับการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ในภูมิภาคนี้ ในภาพรวมผู้บริหารจะขยายธุรกิจแบบระมัดระวัง ไม่ลงทุนแบบสุ่มเสี่ยง โดยวิธีที่ถูกใช้มากที่สุด คือ การร่วมทุนกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น ที่ช่วยลดอุปสรรคในเรื่องการบุกเบิกตลาดและการสื่อสารกับคนท้องถิ่น รวมถึงลดความยุ่งยากในการติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาล วิธีการที่นิยมใช้รองลงมา คือ การตั้งบริษัทลูกในประเทศที่เข้าไปลงทุน ลำดับที่สาม คือ การส่งออกและนำเข้าสินค้ากับคู่ค้าต่างประเทศ ซึ่งวิธีการดังกล่าวมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า 2 วิธีแรก และผู้ประกอบการยังมีโอกาสทดสอบตลาดก่อนเข้าไปลงทุนจริง
สำหรับประเด็นเรื่องการลงทุนระหว่างประเทศ (เอฟดีไอ) ผู้บริหารได้แสดงความเห็นว่า ประเทศที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเป็นลำดับต้นๆ หลังจากเปิดเออีซี ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย แต่ทั้งนี้ ผู้บริหารบางส่วนมองว่า ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยสามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานเพื่อขยายการลงทุน และสอดคล้องกับข้อคำถามที่ดีลอยท์ถามผู้บริหารว่า มีประเทศใดบ้างที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดภายหลังจากการเปิดเออีซี ซึ่งสามอันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย โดยมีเมียนมาตามมาในอันดับที่ 4
คำตอบจากผู้บริหารช่วยสะท้อนว่า ภาครัฐบาลของไทยมีนโยบายที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชนที่ออกไปต่อสู่ในสนามแข่งขันระดับเออีซี และ 68% ของผู้บริหารเชื่อมั่นว่า ประเทศสมาชิกเออีซีจะร่วมมือกันผลักดันให้เกิดประชาคมเศรษฐกิจที่สมบูรณ์ได้
ผู้บริหารส่วนใหญ่คาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจนไปสู่การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่สมบูรณ์แบบ โดยยอมรับว่าต้องเผชิญความท้าทายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับธุรกิจ ในส่วนของความท้าทายระดับภูมิภาคนั้น ปัจจัยที่ผู้บริหารมีความเป็นห่วงมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศในภูมิภาคนี้
สำหรับความท้าทายระดับธุรกิจ ปัจจัยที่ผู้บริหารมองว่ามีความสำคัญ 3 อันดับแรก คือ กฎระเบียบของประเทศที่เข้าไปลงทุน กำลังซื้อของผู้บริโภค และมาตรการจูงใจด้านภาษีและการลงทุน ความท้าทายเหล่านี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางทรัพยากรและความพร้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิกเออีซี รวมถึงความแตกต่างในเรื่องความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในภูมิภาคนี้ด้วย
ในภาพรวมผู้บริหารมีมุมมองว่าการเปิดเออีซีจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจใหม่ ซึ่งมีความเป็นพลวัตและให้ประโยชน์กับภาคธุรกิจมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในระดับภูมิภาคและระดับธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มุมมองจากผู้บริหารยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการขยายการธุรกิจและการแสวงหาตลาดใหม่ๆ สำหรับผู้ผลิตอุตสาหกรรมและผู้ให้บริการ
จากการวิจัยนี้ยังได้ข้อสรุปว่าการเปิดเออีซีทำให้ประเทศสมาชิกต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ขจัดอุปสรรคด้านต่างๆ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ของเออีซีปี 2568







