
ความกังวลเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์ในยุโรป
โดย รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
โดย รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
สวัสดีครับ เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนตลาดหุ้นยุโรปทำสถิติปิดตลาดสูงที่สุดในรอบ 3 เดือน โดยได้ปัจจัยบวกจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีจากตลาดยุโรป แต่ข่าวดีดังกล่าวก็มาพร้อมคำถามว่า นั่นสะท้อนโอกาสในการลงทุนกับหุ้นกลุ่มธนาคารในภูมิภาคยุโรปหรือไม่ อย่างไร
หากย้อนไปเมื่อปลายปีก่อน หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองในปี 2559 เพราะเชื่อว่าจะได้อานิสงส์จาก ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่แนวโน้มดีขึ้น และจากเศรษฐกิจที่ขยายตัว แต่เพียงแค่ไตรมาสแรกของปีมุมมองดังกล่าวก็มีอันสะดุด เพราะราคาน้ำมันปรับตัวลงรุนแรง ตามมาด้วยเศรษฐกิจจีนส่อเค้าชะลอตัวลงไปอีก อีกทั้งแผนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ก็ชะลอออกไป เป็นเหตุให้ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกเปิดประเดิมปีด้วยความผันผวน
และถ้าท่านผู้ลงทุนพอจะจำได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ตลาดหุ้นยุโรปเองก็ได้รับผลกระทบหนักจากแรงเทขายชนิดเทกระจาด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากธนาคารใหญ่ในยุโรปมีผลประกอบการที่ไม่สู้ดีนัก ผนวกกับกระแสเชิงลบที่ว่าธนาคารหลายแห่งอาจไม่สามารถชำระหนี้ CoCo Bond ได้เมื่อครบกำหนด สร้างความวิตกต่อไปอีกว่า ธนาคารต่างๆ ในยุโรปจะล่มเหมือนคราว Lehman Brother และก่อวิกฤติระลอกใหม่ขึ้นหรือไม่ นั่นยังไม่นับการที่ธนาคารยุโรป (ECB) ออกมาส่งสัญญาณในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ว่าจะใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปอีก ในเดือนเดียวกันนั้นด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นก็เพิ่งประกาศอัตราดอกเบี้ยติดลบ ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาค่ารับประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (CDS) ของธนาคารพุ่งขึ้น เกิด Panic Selling ขายหุ้นหนีตาย ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปร่วงรุนแรงราว 30% และกระชากตลาดหุ้นยุโรปให้ดิ่งตามไปด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นธรรมดาครับที่ผู้ลงทุนหลายท่านจะตั้งคำถามว่า หุ้นกลุ่มธนาคารในภูมิภาคยุโรปเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาวอยู่จริงหรือ
หากจะมองเรื่องผลประกอบการ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบ และผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมของ ECB เพื่อกระตุ้นให้ภาคธนาคารเร่งขยายสินเชื่อและกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยังคงชะลอตัว และเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันโอกาสทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในยุโรป แต่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของธนาคารในยุโรปน่าจะคลี่คลายลงไปบ้างพอสมควร จากมาตราการล่าสุดของECB และพัฒนาการตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น เห็นได้จากดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในยุโรปที่ปรับตัวขึ้นมาได้กว่า 13% ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนในเดือนมีนาคมก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 0.0% โดยตัวขึ้นจากระดับ -0.2% เมื่อเดือนก่อนหน้า ซึ่งแม้จะยังไกลเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ของ ECB แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี นอกจากนี้ ทางยุโรปยังผลักดันมาตรการสนับสนุนเสถียรภาพของธนาคารและเสริมความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว (TLTRO) หรือความพยายามของอิตาลีในการจัดตั้งกองทุน Atlanteซึ่งเป็นกองทุนขนาด 5 พันล้านยูโรที่จะช่วยเหลือและเข้าซื้อหนี้เสียในธนาคารพาณิชย์ในอิตาลี เป็นต้น
สำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและพร้อมในตลาดหุ้นต่างประเทศ ผมเชื่อว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว และในปัจจุบันตลาดหุ้นยุโรปก็ยังมีระดับราคาที่น่าลงทุน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวดีจากด้านธนาคารพาณิชย์ยุโรปมาให้นักลงทุนคลายกังวลดังที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้น แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องจับตามอง การเฝ้าติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด การคัดเลือกหุ้นรายตัวอย่างแม่นยำ และการจับจังหวะลงทุนที่ดีจึงยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจต่อไปในอนาคตได้ครับ
ผู้ลงทุนโปรด “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน







