
บนความหวาดกลัว
ถึงขั้นต้องประกาศเอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกโรงขู่ว่าใครรณรงค์ให้ข้อมูลเท็จร่างรัฐธรรมนูญช่วงประชามติอาจต้องโทษจำคุก 10 ปี
โดย...พะนะท่าน [email protected]
ถึงขั้นต้องประกาศเอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกโรงขู่ว่าใครรณรงค์ให้ข้อมูลเท็จร่างรัฐธรรมนูญช่วงประชามติอาจต้องโทษจำคุก 10 ปี
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นับถอยหลังจากนี้อีก 105 วัน จะถึงวันลงประชามติ สงสัย ฯพณฯ คสช. จะเชือดไก่ให้ลิงดูหลายเจ้า
จุดเข้มสุดของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่ มาตรา 61 เรื่อง ข้อห้ามที่เป็นความผิด นอกจากเงื่อนไขเดิมที่เคยเขียนใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติเมื่อปี 2552 อาทิ ห้ามก่อความวุ่นวาย ซื้อเสียง ใช้อิทธิพลข่มขู่ไม่ให้ออกเสียง ขัดขวางส่งหีบบัตร สิ่งที่เพิ่มขึ้นในฉบับใหม่ที่ทุกฝ่ายพึงระวัง มิฉะนั้นจะผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว คือ ห้ามปลุกระดมปลุกกระแสค้านร่างรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบ
“ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มีกําหนดไม่เกิน 5 ปีด้วยก็ได้”
บทบัญญัติที่งอกขึ้นมาใหม่นี้กระทบการทำหน้าที่ของสื่อ นักวิชาการ ปัญญาชนทั้งหลาย หากมีเจตนาแม้จะสุจริตวิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาดีไม่ดีอย่างไร ก็อาจถูกเหมาเข่งดำเนินคดีคุก 10 ปีได้
น่าสงสัยจริง อะไรคือเกณฑ์ชี้วัดว่าเขียนผิดจากข้อเท็จจริงก็อาจเข้าข่ายความผิดให้ถูกดำเนินคดี หรือต้องสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียว
ความในข้อนี้หมายรวมถึงการปลุกระดมผ่านไลน์ เฟซบุ๊กทั้งหลาย ถ้าเรียกร้องว่าไม่เห็นด้วยและจะไม่ไปออกเสียงประชามติ หรือจะไม่เห็นชอบก็โดนหมด ทั้งที่ พ.ร.บ.ประชามติเดิมไม่ถือเป็นความผิด เพราะการรณรงค์เป็นสิทธิอันชอบธรรม ไม่ได้ก่อความวุ่นวายทำให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ความจริงแล้ว การประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ว่าจะมาบังคับใช้กับคนทุกกลุ่ม ทุกองค์กรในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อประชาธิปไตยนี้ ควรให้สิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากที่สุด
หลักการประชามติต้องเปิดกว้างให้ทั้งสองฝ่ายได้วิจารณ์ข้อดี ข้อเสีย เพื่อให้ประชาชน เจ้าของประเทศ ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเต็มที่ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจใช้กฎหมายมากดดัน จะดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง ถึงขั้นข่มขู่ว่า “วุ่นหนักเดี๋ยวจะไม่จัดเลือกตั้ง”
ไม่เฉพาะกฎหมายประชามติที่คุมเข้มห้ามนู่นนี่นั่น ก่อนหน้านี้รัฐบาลบิ๊กตู่ออกคำสั่งมากมาย โดยเฉพาะประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 ห้ามวิจารณ์ คสช. ห้ามนำเสนอข่าวแตกแยก ใครฝ่าฝืนถูกขึ้นบัญชีดำเรียกไปปรับทัศนคติ ส่งทหารไปเฝ้าหน้าบ้าน เรียกว่า คุมกันทุกเม็ด
การกดให้ทุกอย่าง “เงียบ” ซ่อนไว้ใต้พรม คสช. ไม่เป็นผลดี รัฐบาลควรยืดหยุ่นให้มาก มิฉะนั้นแล้ว หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติก็จะถูกครหาว่า หย่อนบัตรภายใต้บรรยากาศความหวาดกลัว เสรีภาพต่างๆ ถูกจำกัด ทั้งที่ประเทศกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ในปีหน้า







