
เมื่อ Fund Flow ยังไหลเข้าไทย หุ้นไทยจะวิ่งไปถึงไหนกัน?
โดย เจษฎา สุขทิศ, CFA &ชยนนท์ รักกาญจนันท์, AFPT INFINITI Global Investors, The Ultimate Investment Solution
โดย เจษฎา สุขทิศ, CFA &ชยนนท์ รักกาญจนันท์, AFPT INFINITI Global Investors, The Ultimate Investment Solution
สัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์ที่ตลาดหุ้นไทยวิ่งได้ดีทีเดียว ครั้นจะไม่พูดถึงประเด็นนี้ซักหน่อย ก็คงไม่อินเทรน วันนี้เปิดห้อง War Room มาวิเคราะห์กันว่า เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร
เจษฎา:หลังสงกรานต์มานี้ ตลาดหุ้นไทยวิ่งมาซะสวยเชียว นับตั้งแต่ต้นปี ต่างชาติก็ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแค่ 14,000 ล้านบาท ขณะที่ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิราวๆ 15,000 ล้านบาท แน่นอนว่า นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิมาตลอดทางที่หุ้นวิ่งขึ้น มองแค่ประเด็นนี้ คุณแบงค์คิดว่าอย่างไร?
ชยนนท์ : ถ้านับตั้งแต่กลางเดือนก.พ. เป็นต้นมา เป็นนักลงทุนต่างชาตินะครับที่ซื้อหนักๆก่อนนักลงทุนประเภทอื่น ซึ่งในช่วงนั้น เราพบกระแสเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยมาก่อนล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. กดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยลดลงทุกช่วงอายุทีเดียว ดังนั้นผมว่าดูตัวเลขซื้อสุทธินับตั้งแต่ต้นปีแล้วและดูแค่ยอดซื้อขายตลาดหุ้นไทย คงไม่ได้บอกภาพทั้งหมดครับ
เจษฎา : ช่วงที่ต่างชาติเข้ามาซื้อตราสารหนี้ช่วงนั้น (เดือนก.พ.) เราจะพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของทุกประเทศลดลงทั้งหมดเลย สะท้อนว่ามีเงินไหลเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้แบบจริงจัง ตอนแรกเราก็สงสัยกันว่า เพราะอะไรนะ? ทั้งๆที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นดอกเบี้ยแท้ๆ แต่แล้ว เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ก็มาเฉลยให้เราฟังกันว่า โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นดอกเบี้ยนั้นลดลงอย่างมาก จากความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แล้วจะกระทบกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯเองด้วย
ชยนนท์ : ใช่ครับ ล่าสุด IMF ก็เพิ่งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลก (GDP Growth) ปีนี้ ลงเหลือ 3.2% จากเดิม เดือน ม.ค. คาดไว้ที่ 3.4% โดยหลักๆ เป็นการ Downgrade มุมมองเศรษฐกิจแกนหลักลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ, แคนนาดา, ยุโรป, อังกฤษ และ ญี่ปุ่น ก็ยิ่งสะท้อนว่า มุมมองเศรษฐกิจไปข้างหน้า มันดูยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ เฟดเลยไม่กล้ารีบขึ้นดอกเบี้ย
เจษฏา : แต่พอไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯเลยมีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้พวกราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาทอง และราคาน้ำมัน วิ่งกันสนุกทีเดียว เศรษฐกิจดูจะแย่ หุ้นเลยวิ่งได้ ... มามุขนี้อีกแล้วเนอะ
ชยนนท์ : ตรงนี้ละครับ ตลาดหุ้นปี 2015 ที่ผ่านมา กลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ผลตอบแทนติดลบหนักที่สุด เพราะสงครามราคาน้ำมันระหว่าง OPEC และสหรัฐฯ แต่พอตลาดกังวลกันมากๆ ราคาต่ำมาก เลยมีความพยายามจัดการประชุม และตกลงกันตรึงกำลังการผลิตระหว่าง OPEC และรัสเซีย ก็ทำให้ราคาน้ำมันเริ่มรีบาวน์ หุ้นกลุ่ม Commodity ทั้งโลกก็เลยวิ่งขึ้นมาได้ทั้งหมดจากที่ลงมาลึกมากๆในปีก่อน
เจษฎา : ผมว่ามีอีกหนึ่งประเด็นครับวันศุกร์ที่แล้ว จีนประกาศตัวเลข GDP 1Q2016 ออกมาอยู่ที่ 6.7% ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4Q2015 ซึ่งอยู่ที่ 6.8% แต่เท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ พอไปตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจในรายละเอียดก็พบว่า เศรษฐกิจจีนดูเหมือนจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้ในหลายมุม ทั้ง ตัวเลขให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ บวกสูงขึ้น $211.23 billion ในเดือน มี.ค. สูงเกิน 2 เท่าจากที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ และตัวเลข Caixin Manufacturing PMI เดือน ม.ค. ก็พุ่งกลับขึ้นมาที่ 49.7 จุด สูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีที่แล้ว สะท้อนภาคเอกชน และการลงทุนในจีนเริ่มกลับมา
ชยนนท์ : อืม เห็นแบบนี้ นักลงทุนเลยกล้าใส่เงินในตลาดหุ้นมากขึ้น เพราะถ้าเศรษฐกิจจีน ย่อมทำให้เอเชียทั้งหมดโดยรวมดีด้วย รวมถึงประเทศไทยเรา
เจษฏา : แต่จุดที่ผมเป็นห่วงคือ ตลาดหุ้นช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขึ้นด้วยความหวัง (Buy on Hope) แต่มีแนวโมที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ที่กำลังจะทยอยออกมา อาจไม่เป็นใจ และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่าลืมว่า คุณโจ ลูกอีสานได้เคยกล่าวไว้ว่า เจ้ามือที่แท้จริงของตลาดหุ้นคือ “ผลประกอบการ”
ชยนนท์ : ถ้าวิเคราะห์ทางเทคนิค การที่ดัชนีหุ้นไทยยืนเหนือ 1,420 จุดได้สัปดาห์นี้ จะเป็นสัญญาณซื้อและมีโอกาสขึ้นไปทดสอบ 1,460 -1,470 จุด โดยผมว่า เราต้องดูกระแสเงินทุนประกอบว่า ใครเป็นผู้ซื้อสุทธิ ค่าเงินบาท ทิศทางจากนี้เป็นอย่างไร มาประกอบกันด้วย ถ้าต่างชาติยังไม่ขายหนักๆ และค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ไม่อ่อนค่ารุนแรง ผมมองว่า ปัจจัยภายนอกจะทำให้ Fund Flow เข้าตลาดหุ้น หนุนให้ดัชนีวิ่งได้ต่อเนื่อง ส่วนจะถึงตรงไหน เราค่อยดูๆกันไปดีกว่าครับ ว่ามันสอดรับกับพื้นฐานเศรษฐกิจและผลประกอบการอย่างที่คุณเจทว่าหรือเปล่า







