
บริหารความเสี่ยงพอร์ตหุ้นด้วย Futures และ Put Options
ทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงจากหลายปัจจัยด้วยกัน....
โดย บริษัทตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)
ทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มกลับมาอยู่ในขาขึ้น ราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 40 เหรียญ
สหรัฐ/บาร์เรล รวมไปถึงเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศจีนที่เป็นผู้บริโภคหลักของโลกยังคงไม่ฟื้นตัว ส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยมีความผันผวนสูง โดยในปี 2016 นี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวลดตัวลง
ในช่วงต้นปีมาแตะระดับต่ำสุดที่ 1,225 จุด ก่อนจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจนมาแตะระดับสูงสุดที่ 1,410 จุดในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 1,350 จุดในปัจจุบัน
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้น หากผู้ลงทุนต้องการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนโดยไม่ต้องการขายหุ้นหรือกองทุนที่ถือครองอยู่ออกไป ก็สามารถเลือกใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาด TFEX เป็นหนึ่งใน
เครื่องมือบริหารความเสี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นสัญญา SET50 Futures ที่เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 ซึ่งให้ผลตอบแทนตามการเคลื่อนไหวของดัชนี SET50 หรือสัญญา SET50 Put
Options ที่เป็นการสิทธิการขายดัชนี SET50 ณ ราคาที่ระบุไว้ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ผู้ลงทุนถือครองกองทุนรวม SET50 อยู่ ซึ่งปัจจุบันดัชนี SET50 อยู่ที่ระดับประมาณ 875 จุด และผู้ลงทุนมีความกังวลว่าตลาดหุ้น
อาจปรับตัวลงในระยะสั้น ก็จะสามารถเลือกใช้สัญญาใน TFEX เพื่อบริหารความเสี่ยงได้ ดังนี้
สัญญา SET50 Futures : ผู้ลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงได้โดยการขาย หรือเปิดสถานะ Short สัญญา S50M16 (สัญญา SET50 Futures ที่หมดอายุในเดือน มิ.ย. 2016) ซึ่ง
หากดัชนี SET50 ปรับตัวลดลงตามที่คาด มูลค่าของกองทุนรวมที่ผู้ลงทุนถือครองอยู่จะปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนจะได้รับกำไรจากสถานะ Short สัญญา SET50 Futures มาชดเชย
สัญญา SET50 Put Options: ในกรณีนี้ผู้ลงทุนจะสามารถบริหารความเสี่ยงได้ ด้วยการเลือกซื้อสัญญา S50M16P875 (สัญญา Put Options ที่มีสิทธิในการขาย SET50 ที่ระดับ
875 จุด หมดอายุในเดือน มิ.ย. 2016) ซึ่งเสมือนกับการประกันว่าจะสามารถขายดัชนี SET50 ได้ที่ระดับ 875 จุด โดยหากดัชนี SET50 ปรับตัวลดลง ผู้ลงทุนจะได้รับผลขาดทุนจากมูลค่าของกองทุนรวมที่ปรับตัวลดลง แต่จะได้
รับกำไรจากมูลค่าของสัญญา S50M16P875 ที่ปรับตัวขึ้นมาชดเชยผลขาดทุนดังกล่าว
จะเห็นได้ว่าผู้ลงทุนสามารถเลือกใช้ทั้งสัญญา Futures และ Options เพื่อบริหารความเสี่ยงของกองทุนรวมที่ถือครองอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องขายกองทุนออกไป อย่างไรก็ตาม เครื่องมือใน TFEX ทั้งสอง
ประเภทนี้ ก็มีความแตกต่างที่สำคัญในบางประเด็น ได้แก่
เงินลงทุนที่ใช้ : ในกรณีของสัญญา SET50 Futures ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเต็มมูลค่า แต่จะต้องวางเงินหลักประกัน (Margin) ไว้กับ Broker และจะต้องรักษาระดับของเงินหลัก
ประกันให้สูงกว่าขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อเป็นการป้องกันการผิดนัดชำระ สำหรับการซื้อ Put Options นั้น ผู้ลงทุนจะต้องจ่ายค่า Premium ให้แก่ผู้ขายสัญญา Put Options เพื่อแลกกับสิทธิการขาย แต่ไม่จำเป็นต้อง
วางเงินหลักประกันใดๆ เนื่องจากผู้ลงทุนจะเป็นผู้ถือครองสิทธิและไม่ได้มีภาระผูกพันใดๆ กับผู้ขาย Put Options (ผู้ซื้อสัญญา Options จะสามารถเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ ในขณะที่ผู้ขาย Options จะต้องวางเงิน
หลักประกัน เนื่องจากมีภาระผูกพันที่จะต้องอนุญาตให้ผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิได้)
ผลตอบแทนจากการลงทุน : ในกรณีของสัญญา SET50 Futures หากดัชนี SET50 ปรับตัวลง 1 จุด ผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทน 200 บาท/สัญญา จากสถานะ Short แต่สำหรับ Put
Options ผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนได้รับจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนอกเหนือจากการเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิง (ดัชนีปรับตัวลง มูลค่า Put Options สูงขึ้น) ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย (อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น
มูลค่า Put Options ลดลง) ระยะเวลาที่เหลือก่อนหมดอายุสัญญา (มูลค่า Options จะลดลงเมื่อสัญญาใกล้หมดอายุ) รวมถึงระดับความผันผวนในตลาดหุ้น (ยิ่งมีความผันผวนมาก มูลค่า Options จะยิ่งมาก)
ดังนั้น ในการจะเลือกใช้เครื่องมือชนิดใดเพื่อบริหารความเสี่ยง ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาถึงประเด็นที่กล่าวมาเบื้องต้นก่อนตัดสินใจลงทุน สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการ หรือ เว็บไซต์ www.tfex.co.th







