posttoday
แก่และจน ความโหดร้ายที่หลีกเลี่ยงได้ ออมเท่าไหร่ให้พอเกษียณ

แก่และจน ความโหดร้ายที่หลีกเลี่ยงได้ ออมเท่าไหร่ให้พอเกษียณ

05 เมษายน 2559

ปัญหาใหญ่ของการออมในประเทศไทยคือ ผู้ออมไม่มีเป้าหมาย และไม่รู้ว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อการเกษียณ

โดย สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

ในขณะที่นักวิชาการและสื่อหลากหลายได้เขียนเรื่องการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุของไทยในเชิงเศรษฐกิจและสังคมว่า เศรษฐกิจอาจเติบโตช้าลงเพราะมีแรงงานในวัยทำงานเทียบกับประชากรทั้งหมดลดลง หรือพูดง่ายๆ คือ จำนวนคนทำงานที่ต้องเป็นผู้เลี้ยงดูคนที่ไม่ทำงาน (เด็กและคนชรา) ลดลง ปัญหาเชิงสังคมที่เกิดจากครอบครัวขนาดเล็กลง และการย้ายไปทำงานต่างถิ่นทำให้คนชราขาดคนดูแล ต้องไปพึ่งบ้านพักคนชรามากขึ้นดังเช่นที่เริ่มเห็นกันมากขึ้นในต่างประเทศ

ในมุมของนักวางแผนการลงทุนและผู้จัดการกองทุนก็จัดอบรมให้ความรู้เรื่องการออมแก่ลูกค้า สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่เสมอ แต่ที่ผมเป็นกังวลใจคือ อัตราการออมและการลงทุนของคนไทยยังต่ำมาก และถ้ายังคงอยู่ในอัตราปัจจุบัน ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศจะก้าวเข้าสู่วัยเกษียณโดยที่มีเงินออมไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

ปัญหาใหญ่ของการออมในประเทศไทยคือ ผู้ออมไม่มีเป้าหมาย และไม่รู้ว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อการเกษียณ บางคนยังยึดติดอยู่กับความคิดเดิมว่ามีเงินล้านก็ถือว่ารวยแล้วคงจะพอ จริงๆ แล้วเรื่องนี้ได้มีการศึกษามาพอสมควรในต่างประเทศ ซึ่งผมมีโอกาสได้เดินทางไปดูงานกับคณะของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ กระทรวงการคลัง และสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา จึงอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ผู้อ่านได้เตรียมตัวก่อนที่จะสายเกินไป
สูตรสำเร็จที่ต่างประเทศใช้กันมี 2 แบบ คือ แบบที่หนึ่ง เราต้องมีเงินออมอย่างน้อย 30 เท่าของค่าใช้จ่ายรายปี (หรือ 360 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน) เช่น หากเราอยากมีเงินใช้เดือนละ 2 หมื่นบาท เราก็ต้องมีเงินเก็บ ณ วันเกษียณอย่างน้อย 7.2 ล้านบาท ที่มาของสูตรนี้คือ ถ้าเราเอาเงินเก็บ 7.2 ล้านบาทไปฝากหรือลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำผสมกัน ก็น่าจะได้ผลตอบแทนอยู่ประมาณ 3-4% หรือได้ดอกผลประมาณปีละ 2.16-2.88 แสนบาท ตกประมาณเดือนละ 2 หมื่นบาทนั่นเอง สูตรนี้จริงๆ แล้วยังมิได้รวมค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินในยามชรา ฉะนั้นอาจต้องเผื่อไปอีกนิดหน่อยด้วย

อีกสูตรหนึ่งบอกว่าเราควรต้องมีเงินได้ต่อเดือนหลังเกษียณประมาณครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเดือนสุดท้าย อันนี้คาดว่าน่าจะมีที่มาจากสวัสดิการแบบบำนาญเดิม คือ หากก่อนเกษียณเรามีรายได้เดือนละ 4 หมื่นบาท เราก็ควรจะมีสินทรัพย์ที่สามารถจ่ายดอกผลให้เราได้เดือนละประมาณ 2 หมื่นบาท หรือปีละ 2.4 แสนบาท ถ้าเราลงทุนแบบผสมตามข้างต้นแล้วได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3-4% ก็ต้องมีเงินเก็บอย่างน้อย 7.2 ล้านบาทเช่นกัน

หากใครอยากมีเงินใช้ต่อเดือนมากหน่อย เช่น เดือนละ 4 หมื่นบาท หรือ 6 หมื่นบาท ก็สามารถใช้สูตรด้านบนเทียบบัญญัติไตรยางศ์ไปตามสัดส่วน นั่นคือก็ต้องมีเงินเก็บอย่างน้อย 14.4 ล้านบาท และ 21.6 ล้านบาท ตามลำดับ ทีนี้อยากให้ท่านลองสำรวจตัวเองดูว่า วันนี้เราเก็บเงินและลงทุนให้มันงอกเงยไปถึงเป้าหมายของแต่ละท่านแล้วหรือยัง!

สิ่งที่ผมเป็นกังวลถัดมาคือ ผมลองดูตัวเลขสถิติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของสมาชิกหลายๆ ท่าน พบว่าส่วนใหญ่ยังห่างไกลจากเป้าหมายเหลือเกิน สมาชิกส่วนใหญ่ไม่เข้าใจการลงทุนและกลัวความเสี่ยง จึงเลือกลงทุนแบบที่ปลอดภัยที่สุดคือ การลงทุนในตลาดเงิน ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำพอๆ กับเงินเฟ้อ ทำให้มีเงินเก็บไม่เพียงพอตอนเกษียณ

ยกตัวอย่างเช่น พนักงานจบปริญญาตรีเริ่มทำงานอายุ 23 ปี เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ทำงานถึงอายุ 60 ปี รวมเวลาทำงาน 37 ปี ได้เงินเดือนขึ้นทุกปี ปีละ 5% เงินเดือนก่อนเกษียณจะอยู่ที่ 9.12 หมื่นบาท โดยพนักงานและบริษัทนำส่งเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพฝ่ายละ 5% เท่าๆ กัน รวมเป็นปีละ 10% ของรายได้ (หากบริษัทไหนใจดีให้มากกว่านี้ ก็ถือว่าคุณโชคดีมีนายจ้างดี) ถ้าลงทุนต่อเนื่องตลอดโดยเลือกแผนตลาดเงินที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวที่ประมาณ 2% สุดท้ายจะมีเงินออมรวมดอกผลเพียง 2.6 ล้านบาท แต่ถ้าท่านเลือกลงทุนแบบผสมที่เสี่ยงขึ้นมาหน่อย ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวประมาณ 5% สุดท้ายจะมีเงินออมรวมดอกผลประมาณ 4.2 ล้านบาท และหากท่านเลือกลงทุนแบบเสี่ยงมากให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวประมาณ 8% สุดท้ายจะมีเงินออมรวมดอกผลประมาณ 7.2 ล้านบาท

จากตัวอย่างจะเห็นว่าเราต้องเลือกลงทุนแบบสูงที่ให้ผลตอบแทนฉลี่ย 8% จึงจะได้ดอกผลรวมถึง 7.2 ล้านบาทตามที่เราตั้งใจ เพื่อให้มีเงินใช้เดือนละ 2 หมื่นบาท แต่ถ้าสังเกตจากด้านบนจะพบว่า 7.2 ล้านบาท หรือดอกผลให้ใช้หลังเกษียณเดือนละ 2 หมื่นบาทนั้น ยังได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเดือนสุดท้ายเลย หากท่านใดตั้งเป้าจะทำให้ได้ ก็ต้องเพิ่มอัตราการออมและลงทุนขึ้นไปอีกเป็น 21% ของรายได้แต่ละปี และต้องลงทุนแบบให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวช่วงก่อนเกษียณประมาณ 8% ขึ้นไปอีกด้วย

อ้าว! แล้วแบบประเมินความเสี่ยงที่เราต้องทำกันละครับ ในต่างประเทศเขาไม่นำมาใช้กับการออมเพื่อการเกษียณ เพราะว่ามันแตกต่างจากการลงทุนทั่วไป การออมเพื่อการเกษียณมีระยะเวลาลงทุนที่ยาวมาก สามารถทนต่อความผันผวนของตลาดและสินทรัพย์เสี่ยงได้ หากให้ประเมินแล้วรับความเสี่ยงได้ต่ำ ลงทุนแบบไม่เสี่ยงเลย ก็จะทำให้มีเงินไม่พอในยามแก่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงอีกรูปแบบที่น่ากลัวมากกว่า แต่เขาจะค่อยๆ ปรับลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงโดยอัตโนมัติ หรือที่เราเรียกว่ากอง Life Path เมื่อสมาชิกหรือผู้ลงทุนมีอายุเข้าใกล้ 60 ปี
หลังจากที่เขียนบทความนี้เสร็จ ผมว่าผมเองก็คงต้องกลับไปเพิ่มอัตราการออมและเปลี่ยนแผนการลงทุนจากแผนผสมเดิมไปแผนความเสี่ยงสูงขึ้นซะแล้ว.

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน