หมดข่าวบวก
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย
ปัจจัยกดดันให้เกิดแรงขาย US Dollar มาถึงจุด Peak หลังประธาน Fed คุณ Janet Yellenส่งสัญญาณ Dovish ขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นไป จนทำให้ตลาดผ่อนคลายสบายใจและมองไปไกลว่า Fed จะขึ้นไปดอกเบี้ยอีกทีช่วงครึ่งหลังของปีนี้
ความชัดเจนว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยช้า คือที่สุดของข่าวบวกในช่วงนี้ กระแส Fund Flow ที่กำลังไหลโถมเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะในตลาด Emerging Market เรียกได้ว่าซึมซับประเด็นนี้เข้าไปเต็มที่ ในทางตรงกันข้ามเท่ากับว่าข่าวที่จะกดดัน USD ได้มาถึงที่สุดแล้ว
เมื่อปัจจัยชี้นำมาถึงจุดอิ่มตัว และไม่ได้มีปัจจัยไหนที่จะมีอิทธิพลเทียบเท่าในช่วงระยะสั้นนี้ จึงเป็นไปได้ว่า Fund Flow ที่เกิดขึ้นหลังการ Unmind Dollar น่าจะเข้าสู่ช่วงปลายของการไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงแล้ว SET Index ที่ผ่านมาได้อนิสงค์จากกระแสเก็งกำไรค่าเงินต่างๆในภูมิภาค (สวนทางกับการขายดอลลาร์) จนมีเงินเข้าสู่ตราสารหนี้ตั้งแต่ต้นปีกว่า 1.4 แสนล้านบาท และเข้าตลาดหุ้น 3 หมื่นล้าน
ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของไทยมาอยู่ที่ 1.68% ต่ำกว่าอัตราผลตอบแทน 10 ปีของสหรัฐที่ 1.79% ถือว่าผิดปกติมาก เพราะพันธบัตรไทยถูกจัดชั้นอันดับเครดิต BBB+ ในขณะที่อันเครดิตของสหรัฐอยู่ที่ AAA เพราะฉะนั้นการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยต่ำกว่าสหรัฐ จึงเป็นสิ่งที่ผิดปกติอันเกิดจากกระแสเงินที่ไหลโถมเข้ามาอย่างร้อนแรงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย SET Index ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปีกว่า 9.3% จน Valuation ปัจจุบันตึงตัวเต็มที่ Expected PER มาเกิน 16 เท่า แม้ว่าระยะสั้นการ Unwind Dollar จะยังมีอยู่ และหนุนให้ Fund Flow ยังคงเข้ามาไล่ซื้อหุ้น แต่ด้วยความที่อัตราผลตอบแทนพันบัตรไทยที่ลงต่ำมากเกินไป บวกกับภาพของตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเต็มที่แล้ว โอกาสที่เกมจะกลับข้าง นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้น ขายตราสารหนี้ ขายบาท กลายเป็น Fund Flow ไหลออก และย้อนกลับไปซื้อ US Dollar ได้ในไม่ช้า ซึ่งคาดว่าภาพดังกล่าวน่าจะชัดมากขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือน เม.ย.59 เป็นต้นไป
ปัจจัยการเมืองในประเทศจะเป็นตัวเร่งสำคัญในการทำให้ Fund Flow ไหลออก เมื่อคณะกรรมการร่างฯ (กรธ.) ได้นำส่งร่างรัฐธรรมนูญให้แก่รัฐบาลไปแล้วเมื่อวันที่ 1 เม.ย.59 กระบวนการต่อไปคือการจัดทำเผยแพร่ให้กับประชาชน ก่อนที่จะไปสู่การทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค.59 ภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดนี้ ยังมีประเด็นที่น่าจะเป็นตัวจุดให้กระแสการเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ประเด็น
1.ระบบการเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วน” ที่จะมีการให้บัตรลงคะแนนใบเดียว แต่นำคะแนนมาคำนวนที่นั่งทั้ง สส.ระบบเขต และ ระบบสัดส่วน
2.ประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ปิดทางให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก สส. เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดทางตันแบบในอดีต โดยระบุให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี 3 คนก่อนการเลือกตั้ง
3.ที่มาของ สว. จำนวน 250 คน โดย 200 คน มาจากการเลือกสรร และอีก 50 คนจัดให้แต่ละกลุ่มวิชาชีพทำการเลือกไขว้
4.ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ เพิ่มขึ้นในการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของ สภาผู้แทนฯ วุฒิสภา รัฐสภา ครม และองค์กรอิสระ เพื่อให้เป็นอีกทางออกในการแก้วิกฤติรัฐธรรมนูญ
5.ให้อำนาจองค์กรอิสระ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.สามารถหารือร่วมกัน และเตือนหรือระงับยับยั้งการกระทำของรัฐบาลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย
นอกนั้นก็ยังมีประเด็นปลีกย่อยอีกหลายประเด็นที่สามารถสร้างกระแสต่อต้านได้ ซึ่งอาจทำให้ตลาดเกิดความกังวลหากประชามติไม่ผ่านอาจกระทบต่อแผนการเลือกตั้ง และจะกระทบต่อความเชื่อมั่น ส่งผลเสียและจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดทุนได้







