
ระวังเสื่อม
บอกตรงๆ เห็นคำสั่ง คสช. 13/2559 ว่าด้วยการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร “ปราบผู้มีอิทธิพล” แล้วปวดตับ
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
บอกตรงๆ เห็นคำสั่ง คสช. 13/2559 ว่าด้วยการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร “ปราบผู้มีอิทธิพล” แล้วปวดตับ เพราะครั้งนี้เล่นให้อำนาจกองทัพในกระบวนการยุติธรรมอย่างล้นฟ้า
ตั้งแต่ให้ “ผู้หมวด” ของทุกเหล่าทัพเป็นเจ้าพนักงานปราบปราม รวมถึงจับกุมผู้ที่สงสัยว่ากระทำผิดได้ทันที
ที่ยิ่งกว่านั้นคือให้อำนาจ “ค้นที่รโหฐาน” ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นและไม่จำกัดเวลา และยังให้อำนาจทำหน้าที่ตำรวจตาม ป.วิอาญา รวมถึงฟ้องศาลปกครองไม่ได้อีกด้วย
เรียกว่าล้มทุกตำรากฎหมาย ที่ต้องให้ “ตรวจสอบ-ถ่วงดุล” ได้เสมอ และยังลัดขั้นตอนการ “ขอหมาย” ที่จากเดิม เจ้าพนักงาน ต้องขอดุลพินิจจาก “ศาล” เพื่อเข้าตรวจค้นและขอหมายจับ
กลายเป็นว่าภายใต้ดวงตะวันแห่งนี้ “ทหารไทย” ทำได้ทุกอย่าง เพียงแค่สงสัยว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งอาจเป็นภยันตรายต่อ “ความสงบเรียบร้อย”
จะเรียกไปรายงานตัวก็ได้ จะค้นบ้านก็ได้ หรือจะจับกุมเลยก็ได้ไม่ต้องผ่านดุลพินิจของศาล และถ้าจับผิดตัว-ทำเกินกว่าเหตุ ก็ไม่สามารถแย้งได้
เป็นบรรทัดฐานเดียวกับยุคเผด็จการ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว อย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ประชาชนไม่มีสิทธิหืออืออะไรเลย เนื่องจากคำสั่งมาตรา 44 เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีใครแย้งได้
น่าสนใจว่าคำสั่งดังกล่าว ออกมาช่วงเดียวกับที่ “ท่านผู้นำ” แสดงอาการโมโหโกรธานักการเมือง หลังเรียกร้องให้ “ลาออก” ทันที หากรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่าน ออกมาช่วงเดียวกับที่มีแนวคิดจะจัดคอร์ส “ปรับทัศนคติ” เพื่อเอาคนที่ไม่เห็นด้วยไป “เข้าค่าย” อย่างจริงจัง
และยังออกมาในช่วงเดียวกับที่รัฐธรรมนูญเสร็จสมบูรณ์ จะมีการลงประชามติ รับ-ไม่รับ ในอีกไม่กี่เดือนพอดี
2 วันที่แล้ว มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพิ่งออกมาบอกว่า เหตุที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้ปฏิรูปกองทัพ เป็นเพราะทหารไม่ได้ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม แต่ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ จึงไม่มีเหตุผลต้องปฏิรูป
ไม่ทันข้ามวัน คสช.ก็เข็นคำสั่งนี้ออกมาโดยอ้าง “ผู้มีอิทธิพล” ให้อำนาจทหารในกระบวนการยุติธรรมทันที ทั้งที่อยู่มาเกือบ 2 ปี ไม่เคยจะเข้มแข็งกับการจัดการผู้มีอิทธิพลมาก่อน
อดคิดไม่ได้ว่า หรือคำสั่งดังกล่าวจะออกมาทำให้ผู้ที่เห็นต่าง ไม่เฉพาะทางการเมือง แต่รวมถึงประกอบสร้างชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนาของรัฐ ให้กลายเป็น “ผู้มีอิทธิพล” และให้อำนาจทหารในการจับกุม ควบคุมตัวอย่างไรก็ได้ เหมือนกับที่ควบคุมตัวแกนนำเรียกร้องสิทธิชุมชนที่ระยองไปเมื่อวันก่อน
วิธีนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งควรจะใช้อำนาจให้น้อยที่สุด เพื่อมอบอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ แต่คสช.กลับเลือกใช้อำนาจที่มีสถาปนากติกาขึ้นเอง แล้วจัดการคนอื่นว่าไม่ทำตามกติกาที่ร่างขึ้นใหม่
น่าเศร้าที่อยู่มาตั้งนานนม คสช.ก็ยังไม่ตระหนักว่า “อำนาจ” นั้น ไม่ใช่ความชอบธรรมเสมอไป เพราะในเมื่ออำนาจถูกใช้อย่างไม่ชอบธรรม ก็มีโอกาสที่จะไม่ได้รับการยอมรับ และเมื่อนั้น อำนาจก็จะเป็นเพียงแค่เรื่องตลก ซึ่งพร้อมจะ “แป้ก” ได้ทุกเมื่อ







