posttoday
อุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียน “คึก” รับ “เออีซี”

อุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียน “คึก” รับ “เออีซี”

30 มีนาคม 2559

โดย วนาลี ตรีสัมพันธ์ กองทุนบัวหลวง

โดย วนาลี ตรีสัมพันธ์ กองทุนบัวหลวง

เมื่อปี 2014 ยอดผลิตยานยนต์ทั่วโลกสร้างสถิติสูงสุดเกือบ 90 ล้านคัน ขณะที่ปีถัดมา 2015 ก็คาดว่าจะสร้างสถิติใหม่อีกรอบ เพราะเพียงครึ่งปีแรกก็ผลิตไปแล้วถึง 45.6 ล้านคัน และที่สำคัญ ในตลาดผลิตยานยนต์ปัจจุบัน ทวีปเอเชียครองส่วนแบ่งไปแล้วร้อยละ 50 จากร้อยละ 38 เมื่อ 10 ปีก่อน ส่วนที่เหลือแบ่งให้ทวีปอเมริกาและยุโรปอย่างละครึ่งๆ ประมาณร้อยละ 25 แต่หากพิจารณาเฉพาะประเทศจีน ปัจจุบันคือแชมป์ผู้ผลิตยานยนต์สูงสุดติดต่อกันหลายปีซ้อน มียอดการผลิตถึงร้อยละ 26 ของทั้งโลก เหนือกว่าที่ผลิตในอเมริกาและยุโรปทั้งทวีปในแต่ละปีเสียอีก

เมื่อประชาคมอาเซียน (AEC) กำเนิดขึ้น จะผนวกให้แต่ละประเทศอาเซียนผนึกรวมตลาดเป็นหนึ่งเดียว ทำให้ยานยนต์ที่ผลิตในภูมิภาคนี้ครองลำดับ 6 ของโลก  แม้จะมียอดผลิตรวมเพียงร้อยละ 4-5 หรือราว 4 ล้านคันต่อปีก็ตาม แต่ก็ถือว่ามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา

เห็นชัดจากรายงานข่าวว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกที่เลือกปิดโรงงานในประเทศอื่น เช่น โตโยต้าจะยุติผลิตรถยนต์ในออสเตรเลียภายในปี 2017 แล้วหันมาขยายกำลังการผลิตในอาเซียน ซึ่งมีข้อได้เปรียบสำคัญในด้านค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ ตลาดภายในภูมิภาคเองก็ขยายตัวจนมีขนาดใหญ่ และเกิดกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2014 อาเซียนมียอดจำหน่ายรถยนต์เป็นลำดับที่ 6 และคาดว่าภายในปี 2020 จะครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจนก้าวสู่ลำดับที่ 5 ของโลกได้ (คาดการณ์จากองค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก Frost & Sullivan)  นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและความร่วมมือต่างๆ จากภาคเอกชนของแต่ละประเทศ เช่น นโยบายด้านภาษี การทำ FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เป็นต้น

ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยนั้น ถือเป็นอุตสาหกรรมหลักที่เอื้อหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยปี 2014 ไทยผลิตยานยนต์ได้เป็นลำดับที่ 13 ของโลก และอันดับ 6 ในการผลิตรถยนต์เพื่อใช้ในงานพาณิชย์ (Commercial Vehicles)  ในแต่ละปี ไทยส่งออกยานยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14 ของมูลค่าส่งออก และคิดเป็นร้อยละ 7.7 ของจีดีพี  นับว่าเป็นอุตสาหกรรมแขนงสำคัญที่เติบโตมาโดยตลอด จนปัจจุบันไทยมีศักยภาพในการผลิตยานยนต์ทุกโรงงานรวมกันตกปีละประมาณ 2.8 ล้านคัน และคาดว่ากำลังการผลิตจะถึง 3 ล้านคันในอีกไม่กี่ปี โดยมีโปรดักต์แชมเปี้ยนคือปิกอัพและอีโคคาร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางนโยบายจากรัฐบาล ที่ต้องการให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถทั้งสองประเภทในระดับโลก

นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐล่าสุดคือเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2558 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth) โดยมีอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next – Generation Automotive) เป็น 1 ใน 10 คลัสเตอร์นี้ โดยเน้นยานยนต์ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มุ่งต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิมสู่การออกแบบการผลิต การสร้างเครื่องยนต์ และระบบขับเคลื่อนใหม่ นอกจากนี้ยังออกมาตรการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางวิจัยและพัฒนา หรือศูนย์ทดสอบสมรรถนะยานยนต์ต้นแบบในภูมิภาค ผ่านการปรับลดหรือปรับเพิ่มอัตราภาษีอากร หรือปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณอัตราเพื่อเสียภาษีอากร ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในเชิงการค้า

แม้ประชาคมอาเซียนจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็สร้างการแข่งขันภายในภูมิภาคให้ตามมาด้วย เช่น ประเทศอินโดนีเซียมีนโยบายยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ได้มาตรฐานสากลมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการรถขนาดเล็กที่จะคล้ายกับอีโคคาร์ของไทย พร้อมทั้งอาศัยความได้เปรียบจากจำนวนประชากร ในฐานะประเทศที่มีประชากรเป็นอันดับ 4 ของโลก ประกอบกับความต้องการใช้รถยังเติบโตตามความมั่งคั่งของคนในประเทศ ตลาดอินโดนีเซียจึงใหญ่พอจะดึงดูดผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก ให้เข้าไปลงทุนตั้งฐานการผลิต จนตั้งเป้าผลิตในปีนี้ไว้ 1.6 ล้านคัน และมองไปยังปี 2025 ที่ 4.2 ล้านคัน  อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์ในอินโดนีเซียเชี่ยวชาญด้านการผลิตรถอเนกประสงค์ (Multi-Purpose vehicle) เป็นหลัก รถที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะเน้นขายในประเทศ ย่อมต้องเกิดข้อจำกัดหากจะมุ่งเน้นผลิตรถปิกอัพมาแข่งกับไทย ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่เกือบทุกบริษัทได้ย้ายฐานการผลิตมาแล้ว และสร้างให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันในระดับโลกไปเรียบร้อย

ขณะที่ประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายสำคัญในอาเซียน (ปี 2014 มียอดผลิตราว 6 แสนคัน) และมีสัดส่วนการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นหลัก ก็ออกมาประกาศกร้าวว่าต้องเพิ่มศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อให้ประเทศกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน (Energy-Efficient Vehicles หรือ EEVs) โดยเตรียมลดหย่อนความเข้มงวดของกฎหมายปัจจุบัน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติมาใช้มาเลเซียเป็นฐานการผลิต และจะทำให้ราคาจำหน่ายรถยนต์ในประเทศลดลงราว 20-30% ภายในปี 2018 ซึ่งเป็นแผนนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อแข่งขันกับประเทศไทยโดยตรง แต่ไทยเน้นผลิตรถยนต์นั่งขนาดกลางและรถปิคอัพ

ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของทั้ง 3 ประเทศ แต่ด้วยความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป ผู้ผลิตได้วางกลยุทธ์การผลิตให้เหมาะสมกับความถนัดของแต่ล่ะประเทศ โดยประเทศไทยถูกวางให้เป็นฐานผลิตยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หรือเป็นโรงงานต้นแบบ ดังเช่นมิตซูบิชิให้ไทยเป็นฐานผลิตปิกอัพและรถพีพีวีที่จำหน่ายในไทยและส่งออกไปทั่วโลก พร้อมทั้งเป็นโรงงานต้นแบบให้โรงงานที่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียอีกด้วย นอกจากนี้ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นอย่างฮอนด้า ได้ลงทุนสร้างสนามทดสอบรถยนต์ในไทยเป็นแห่งที่ 3 ของโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีต่อประเทศไทย รวมทั้งความสำคัญในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างดี ขณะที่ยานยนต์แบบเดิมจะโยกย้ายไปผลิตในประเทศที่มีต้นทุนแรงงานถูกกว่า เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

ส่วนเวียดนามนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอสำหรับผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศ ต้องนำเข้าชิ้นส่วนกว่าร้อยละ 80 เข้ามาประกอบ ทำให้ต้นทุนการผลิตยังสูงกว่าประเทศอื่น แต่ก็ยังไม่อาจละสายตาจากประเทศนี้ได้เลย เพราะเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงเติบโตและมีพลวัตต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ “เนื้อหอม” ในหมู่นักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง

เราเชื่อว่าจะได้เห็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อีกหลายแห่งเข้ามาตั้งฐานการผลิตที่ภูมิภาคนี้ โดยวางกลยุทธ์การผลิตให้สอดคล้องกับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (comparative advantage) ของแต่ล่ะประเทศนั่นเอง

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน