
ปฏิรูปโครงสร้าง
เชื่อว่าหลายท่านคงทราบกันดีแล้ว ว่าเมียนมามีประธานาธิบดีคนใหม่ ชื่อ “ถิ่นจอ”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์ [email protected]
เชื่อว่าหลายท่านคงทราบกันดีแล้ว ว่าเมียนมามีประธานาธิบดีคนใหม่ ชื่อ “ถิ่นจอ”
แต่ทราบด้วยหรือไม่ครับว่า ไม่ทันไรท่านประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งกำลังจะรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เม.ย.นี้ เตรียมสร้างเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่ระดับมหภาคแล้ว
นั่นคือ การ “ปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง”
แผนดังกล่าวคือการลดจำนวนกระทรวงต่างๆ ในเมียนมาลงครับ จากเดิม 36 กระทรวง ยุบรวมไปให้เหลือ 21 กระทรวง เหตุผลง่ายๆ ของถิ่นจอ คือ จะได้ลดจำนวนรัฐมนตรีและค่าใช้จ่ายของรัฐที่ต้องจ่ายให้รัฐมนตรีลง รวมถึงลดการทำงานซ้ำซ้อนของกระทรวงต่างๆ
รายชื่อกระทรวงที่จะโดนควบรวมกับกระทรวงอื่นมีหลายกระทรวงที่น่าจับตามองครับ เว็บไซต์ข่าวเมียนมาไทม์ เปิดเผยรายชื่อกระทรวงสำคัญที่น่าจะต้องโดนควบรวมกัน เช่น กระทรวงการวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมา จะไปรวมกับกระทรวงการคลัง เป็นกระทรวงขนาดใหญ่ 1 กระทรวง
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะควบรวมกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงการขนส่งทางราง เป็นกระทรวงใหม่ชื่อ กระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร
กระทรวงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ควบรวมกับกระทรวงเหมืองแร่ กระทรวงพาณิชย์ควบรวมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
ถ้าหากตั้งคำถามต่อไปว่า การควบรวมกันของกระทรวงต่างๆ ในเมียนมา มีผลต่อไทยหรือไม่ จะบอกว่าไม่มีเลยก็คงไม่ได้ครับ
เช่น กรณีกระทรวงการวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมา ภายใต้กระทรวงดังกล่าวมีหน่วยงานสำคัญที่นักธุรกิจไทยต้องติดต่อด้วย คือ สำนักงานบริหารจัดการบริษัทและทะเบียนบริษัท (ดีไอซีเอ) ใครคิดจะจดทะเบียนบริษัท ใครคิดจะลงทุน ก็ต้องติดต่อหน่วยงานนี้
การที่กระทรวงต้นสังกัดของดีไอซีเอถูกจับควบรวมกับกระทรวงการคลังจึงส่งผลกระทบแน่นอน 2 เรื่องครับ 1.รายชื่อบุคคลสำคัญที่นักธุรกิจนักลงทุนไทยต้องรู้จักจะเปลี่ยนไป 2.นโยบายและวิสัยทัศน์ของหน่วยงานนี้อาจไม่ได้เป็นมุมมองของฝ่ายวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ แต่อาจเป็นของฝ่ายการคลัง
ยังฟันธงได้ยากครับว่า ผลกระทบทั้งสองเรื่องจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่ยังไงก็มีการเปลี่ยนแปลงแน่ๆ มากหรือน้อยอีกเรื่องหนึ่ง
การรวมกันของอีกกลุ่มกระทรวงหนึ่งที่น่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจไทย คือ กระทรวงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้กับกระทรวงเหมืองแร่
เป็นที่ทราบกันดีว่า บ้านเราเข้าไปลงทุนด้านพลังงานในเมียนมากันค่อนข้างมากครับ เหมืองแร่ก็เช่นกัน ทีนี้ 2 กระทรวงที่จะรวมกันดันเป็นกระทรวงที่มีมุมมองขัดแย้งกัน “ฝุดๆ” กระทรวงหนึ่งก็มองเรื่องอนุรักษ์ อีกกระทรวงก็มองเรื่องรายได้และเศรษฐกิจ
ถามว่า ถ้า 2 กระทรวงนี้มารวมตัวกันในยุคอองซานซูจีอยู่เหนือประธานาธิบดี ท่านคิดว่ากระทรวงไหนน่าจะมีบทบาทนำล่ะครับ
ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวง จึงอยากให้ทุกท่านที่สนใจจะเข้าไปลงทุนหรือลงทุนในเมียนมาอยู่แล้ว ศึกษาและจับตาดูการปรับโครงสร้างกระทรวงในเมียนมาเอาไว้ครับ เพื่อที่ท่านจะได้ปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง







