
มหาเถรมีไว้ทำไม?
ภาพความวุ่นวายในวงการสงฆ์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างรอยด่างพร้อยให้กับพระพุทธศาสนา และทำให้ “พระสงฆ์” ถูกมองในเชิงลบมากขึ้น
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
ภาพความวุ่นวายในวงการสงฆ์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างรอยด่างพร้อยให้กับพระพุทธศาสนา และทำให้ “พระสงฆ์” ถูกมองในเชิงลบมากขึ้น โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่
ในเวลาเดียวกัน “สังคมพระ” ยังถูกโยงไปกับความขัดแย้งแบบสีเสื้อ เพราะฟากฝั่งหนึ่งซึ่งมี “พระพุทธะอิสระ” เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันนั้นถูกโยงว่าเป็น “กปปส.” อันแนบแน่นกับรัฐบาล คสช.
ขณะที่ฝั่งตรงข้าม “พระเมธีธรรมาจารย์” ก็ถูกโยงให้เป็นพวกทักษิณ ชินวัตร เป็นพวก “เสื้อแดง” และเป็นพวกเดียวกับวัดพระธรรมกาย
กลายเป็นว่าสังคมพระยุ่งกับทางโลกจนอีนุงตุงนังไปหมด จนกลายเป็นความสลับซับซ้อนเกินกว่าที่คณะสงฆ์อันมีมหาเถรสมาคมเป็นผู้นำ และมี “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” เป็นผู้สนองงาน จะแก้ไขด้วยตัวเองเพียงลำพัง
เพราะที่ผ่านมาเห็นชัดแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใหญ่อย่างพระลิขิตเรื่องวัดพระธรรมกาย หรือปัญหายิบย่อยอย่างพระสงฆ์อวดอุตริพิสดาร ทั้งมหาเถรสมาคม และสำนักพุทธฯ ก็ได้แต่ “เป่าสาก” เท่านั้น
อำนาจที่คึกคักเข้มแข็งจะมีอยู่อย่างเดียวคือ ช่วงที่มีการแต่งตั้งพระราชาคณะ รองสมเด็จ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด หรือช่วงที่มีการส่ง “พระธรรมทูต” ไปเผยแผ่ศาสนาในต่างประเทศเท่านั้น
ความล้มเหลวของมหาเถรสมาคมเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่ม พ.ร.บ.สงฆ์ เมื่อปี 2505 ในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เนื่องจากจอมพลสฤษดิ์เห็นว่า หากให้อิสระกับพระอย่างเป็นเอกเทศมากเกินไป เหมือนอย่างใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2484 ซึ่งปกครองโดยแบ่งอำนาจจากพระสังฆราชออกไปสู่สังฆมนตรี และสังฆสภา อาจสร้างความสั่นคลอนให้กับรัฐบาลทหารได้
ด้วยเหตุนี้ จึงต้องนำกลับมารวมศูนย์ และเพิ่มอำนาจให้กับ “พระชั้นสมเด็จ” เข้ามากๆ กลายเป็นว่า “พระผู้ใหญ่” หลายรูปมอบอำนาจมือขวา-มือซ้าย จนกร่างไปทั่ว บางรูปนำญาติพี่น้องมาร่วมแชร์ผลประโยชน์ และบางรูปก็เป็นนายหน้าจัดอีเวนต์ หรือเรียกรับผลประโยชน์แม้กระทั่ง “รถหรู” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเลื่อนตำแหน่ง
ที่วุ่นที่สุดก็คือ ในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ เพราะบรรดาสาวกใกล้ชิด ทั้งพระทั้งฆราวาสต่างก็เรียกรับผลประโยชน์กันสนุกมือ ขณะเดียวกันกลุ่มที่หมดอำนาจก็ย่อมโดน “เช็กบิล” ไปโดยปริยาย
คำถามก็คือว่า ในวันที่ศรัทธาต่อพุทธศาสนาค่อยๆ ลดหายไป ทั้งพระและฆราวาสได้ทำอะไรเพื่อรักษาพุทธศาสนาหรือไม่
ข้อเท็จจริงก็คือ คำที่ว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” นั้นยังติดอยู่ในใจคนไทยเสมอมา ในขณะเดียวกัน “อาณาจักร” ก็ปล่อยให้ “ศาสนจักร” บริหารกันเอง แล้วก็ทะเลาะกันเอง จนอำนาจเสื่อมลงไปเรื่อยๆ มาตลอด
ความศรัทธาต่อวัดหายไป ความศรัทธาต่อสงฆ์หายไป เหลือแต่ความศรัทธาต่อหลักธรรมและพระพุทธองค์เท่านั้นที่ยังอยู่
อาจถึงเวลาต้องคิดแล้วว่า ต้องเปิดโอกาสให้เกิดการตรวจสอบ “บัญชีพระ” ไปจนถึงรายรับ-รายจ่ายของวัดแล้วหรือไม่ และจะมีกระบวนการหรือไม่ เพื่อทำให้ “ศาสนจักร” สามารถถ่วงดุลกันเองเหมือนในอดีต หรือทำให้ “อาณาจักร” เข้าไปตรวจสอบ “ศาสนจักร” ได้
เพราะหากยังให้อำนาจของมหาเถรสมาคมมากล้นฟ้าขนาดนี้ คำถามต่อไปที่พระชั้นผู้ใหญ่อาจต้องตอบกันมากขึ้นก็คือ “มีมหาเถรไว้ทำไม”







