posttoday
สงครามสงฆ์

สงครามสงฆ์

17 กุมภาพันธ์ 2559

ไม่ว่าภาพของพระสงฆ์ที่ไปชุมนุมกันที่พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา จะมีเบื้องหลังหรือมีใคร “จัดตั้ง” หรือไม่

โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]

ไม่ว่าภาพของพระสงฆ์ที่ไปชุมนุมกันที่พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา จะมีเบื้องหลังหรือมีใคร “จัดตั้ง” หรือไม่ สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือผลกระทบที่ตามมาส่งผลเสียต่อคณะสงฆ์ไทย และส่งผลเสียต่อ “มหาเถรสมาคม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะภาพของการยกรถทหาร ฝ่าวงล้อมเพื่อจะเข้าไปยังพุทธมณฑล ภาพของการล็อกคอเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญที่สุดคือข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ที่เดินทางกันไปถึงทำเนียบรัฐบาล ล้วนมีนัยแปลกๆ ทั้งนั้น

ตั้งแต่การเสนอเรียกร้องให้รัฐเร่งเสนอชื่อ “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์”ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ การเสนอให้รัฐต้องปรึกษามหาเถรสมาคม หากจะดำเนินการเรื่องทางสงฆ์ หรือการขอให้บรรจุพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

เพราะในข้อเท็จจริงเรื่องเหล่านี้สามารถเรียกร้องได้ตามกระบวนการปกติ ไม่จำเป็นต้องไปแสดงท่าทีก้าวร้าวขนาดนั้น

ภาพที่ออกมากลายเป็นตราบาป ลามไปถึง “สมเด็จช่วง” ซึ่งเป็นพระชั้นสมเด็จ อาวุโสสูงสุด และมีมติของมหาเถรสมาคม เพื่อเสนอให้เป็น “สมเด็จพระสังฆราช” ไปแล้วเมื่อเดือนก่อนด้วยซ้ำ

เพราะได้แสดงให้เห็นว่าบรรดาผู้สนับสนุนสมเด็จช่วงมีความกระตือรือร้น เพื่อให้สมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่โดยเร็ว ทั้งที่ยังมีคนจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตเรื่องคดีความซึ่งยังติดพันกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และยังมีเรื่องความใกล้ชิดกับวัดพระธรรมกายเป็นชนักติดหลัง

แต่จะให้สมเด็จองค์อื่นขึ้นก็ใช่ที่ เพราะ พ.ร.บ.สงฆ์ ล็อกไว้ตายตัวว่าต้องให้ “สมเด็จ” ที่อาวุโสสูงสุด ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช

สถานะชะงักงัน ยังสร้างความคลุมเครือเข้าไปอีก เมื่อมี “ผู้สนับสนุน” จำนวนมากจากฝั่ง “มหานิกาย” เร่งเร้าให้เสนอชื่อพระสังฆราชองค์ใหม่โดยเร็ว ด้วยเห็นว่าฝั่งรัฐบาล รวมถึงฝั่งธรรมยุตกำลังเล่นตุกติก ยื้อการเสนอชื่อออกไป เพราะมหานิกายรอเวลาของสมเด็จช่วงมานาน

เมื่อท่าทีไม่ชัดเจน จึงจุดระเบิดออกมาเป็นเหตุการณ์ตบเท้าแบบเดียวกับที่พุทธมณฑลเมื่อวันจันทร์ และก็ยังมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต

เพราะความไม่พอใจของพระกลุ่มนี้ยังระงมอยู่ว่า ทำไมจึงได้รับการปฏิบัติต่อรัฐบาลอย่างแตกต่างกัน โดยเฉพาะในวันที่พระพุทธะอิสระสามารถประกาศข้อเรียกร้องของตัวเองได้ปาวๆ แต่พระอีกฟากกลับไม่สามารถทำได้

น่ากังวลก็ตรงที่นอกจากเรื่องทางโลกจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งแล้ว เรื่องทางธรรมก็จะมีภาพของความขัดแย้งฝังลึกต่อไป รวมถึงมีทีท่าจะใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เพราะการปกครองสงฆ์ไม่เคยมีการสังคายนาอำนาจอย่างจริงจัง นับตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เมื่อไม่มีการจัดสรรอำนาจในแบบที่ทุกฝ่ายวิน-วิน แต่กลับไปรวบอำนาจอยู่ที่มหาเถรสมาคมจนใหญ่โต และภาพของ “พวกใครพวกมัน” ก็ถูกสะท้อนให้เห็นมาเป็นเวลาช้านาน ความวุ่นวายก็ปะทุออกมาอย่างที่เห็น

เชื่อได้ว่าหลังจากนี้สถาบันสงฆ์จะกลายเป็นกลุ่มก้อนที่วุ่นวาย และกลายเป็นปัญหายืดเยื้อมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่แม้แต่รัฐบาล คสช. ผู้มีอำนาจเต็ม ก็ได้แต่กุมขมับ เพราะครั้นจะเอาพระไป “ปรับทัศนคติ” เหมือนที่จับนักศึกษา-ประชาชนก็คงทำไม่ได้ ส่วนจะใช้มาตรา 44 ก็จะกลายเป็นว่ารัฐบาล คสช.เลือกข้างชัดเจนอีก

ยุคนี้อะไรที่ไม่เคยได้เห็น ก็ได้เห็นครบถ้วนจริงๆ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน