
วิธีปราบโกงแบบคนดี
เป็นที่รู้กันดีว่า “งบหลวง” ที่ใช้กันสนุกมือมากที่สุดก็คืองบสำหรับจัดงาน“อีเวนต์” เพราะทุกครั้งที่จัดก็เป็นงาน “จุดพลุ” สว่างวาบแล้วก็หายไป
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
เป็นที่รู้กันดีว่า “งบหลวง” ที่ใช้กันสนุกมือมากที่สุดก็คืองบสำหรับจัดงาน“อีเวนต์” เพราะทุกครั้งที่จัดก็เป็นงาน “จุดพลุ” สว่างวาบแล้วก็หายไป ไม่เหลือหลักฐานให้ตรวจสอบ และประเมินผลก็ยากเช่นกันว่า มีความคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่
ด้วยเหตุนี้กระมัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงต้องเตรียมเงินรับ “ลุงตู่” และปลัดกระทรวงต่างๆ อย่างสมฐานะ ถึง 1.8 ล้านบาท สำหรับจัดประชุมหัวหน้าส่วนราชการเพียงไม่กี่ชั่วโมง
งบประมาณถูกประเคนไปยังส่วนต่างๆ ในราคาที่คนภายนอกเห็นแล้วตาลุกวาว เป็นต้นว่า ค่าจัดเตรียมห้องประชุมและอุปกรณ์การประชุม 2.1 แสนบาท ค่าจัดวางผังพื้นที่และตกแต่งสถานที่ 3.65 แสนบาท ค่าจัดเตรียมห้องรับรอง 9.7 หมื่นบาท หรือค่าดำเนินการประสานงานและบริหารจัดการ 2.45 แสนบาท
ไม่แน่ใจว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เข้าไปตรวจสอบแล้วจะเจอหรือไม่ว่า “เจ๊” คนไหนอยู่เบื้องหลังบริษัทออร์แกไนเซอร์วันนั้น
เพราะนอกจากคนอย่าง พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดท่องเที่ยวฯ จะออกมายืนยันว่า คุ้มค่าแน่นอน เพราะได้ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้ “หัวหน้าส่วนราชการ” เราก็ยังได้เห็นโฆษกรัฐบาลออกมาการันตีเหมือนกันว่า เงินแค่นี้ขี้ปะติ๋ว เพราะที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวฯ ทำเงินเข้าประเทศได้มหาศาล!
พร้อมกันนั้น ท่านไก่อูยังชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้ทราบอีกด้วยว่า “ต้องจำนำข้าวเท่านั้นหรือ จึงจะพอใจ”
ก็ไม่รู้สินะว่าการใช้งบจำนวนมหาศาลเพื่อจัดประชุมหัวหน้าส่วนราชการไปเกี่ยวข้องอะไรกับโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่แล้ว
น่าสังเกตว่าในรัฐบาลคนดี อย่างรัฐบาล คสช.นั้น เมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ทั้งองคาพยพ จะพากันออกมาปกป้องตัวเองด้วยตรรกะแปลกๆ เสมอ
อย่างการจัดซื้อ “ไมค์ทองคำ” ตัวละแสนกว่าบาท ก็อ้างว่าเป็นเรื่อง “ส่วนต่างเยอะ” หรือการ “หักหัวคิว” รูปปั้นบูรพกษัตริย์ในอุทยานราชภักดิ์ ก็ระบุว่าได้นำเงินที่หักหัวคิว บริจาคเข้ามูลนิธิไปเรียบร้อยแล้ว
ย้อนกลับไปไม่กี่ปี การจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 เรือเหาะตรวจการณ์ที่ใช้ไม่ได้จริงทั้งคู่ ก็เห็นคนที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อยังมีตำแหน่งใหญ่โตอยู่ในรัฐบาลชุดนี้
ทั้งหมดนี้แค่เรื่องที่สื่อค้นเจอแล้วทักเท่านั้น ไม่นับว่าเรื่องงุบงิบๆ ที่ทำแล้วสังคมไม่รู้อีกกี่เรื่อง
ตรรกะแบบนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลจากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาสู่รัฐบาลคนดี คสช.แล้ว ดัชนีชี้วัดคอร์รัปชั่นโลก ปี 2558 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ยังอยู่ที่ 38 คะแนนเท่าเดิม
หลงให้กองเชียร์ดีใจเก้อ เพราะอันดับคะแนนนั้นพุ่งขึ้น 9 อันดับ เนื่องจากประเทศอื่นคอร์รัปชั่นเพิ่มมากขึ้น ส่วนคะแนนของไทยยังไงก็อยู่ที่เดิม
คำถามที่ต้องถามก็คือ ในระบบที่การคอร์รัปชั่นเฟื่องฟูเช่นนี้ จะไว้ใจได้อย่างไรว่าในอนาคตรัฐธรรมนูญที่คุยว่าเป็นฉบับ “ปราบโกง” ให้อำนาจองค์กรอิสระไว้ล้นฟ้า จะสามารถป้องกันเรื่อง “ส่วนต่างเยอะ” ในระบบราชการได้ ไม่เลือกปฏิบัติกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว
เพราะหากจำกัดการ “คอร์รัปชั่น” อยู่ในหมู่นักการเมืองเท่านั้น ก็เป็นเรื่องน่าหดหู่ เพราะการฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้นทำกันทุกระดับ ไม่เว้นกระทั่งข้าราชการ และหมายรวมถึงทหารผู้รักชาติด้วย







