
NPL ผ่านจุดที่น่าห่วงที่สุดไปแล้ว
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]
กลุ่มธนาคารรายงานกำไรสุทธิ 4Q58 ที่ 4.3 หมื่นล้านบาท แม้จะลดลง 2.8% Q-Q และ 12.3% Y-Y แต่ดีกว่าที่เราและตลาดคาด ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสูงกว่าคาด ต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าคาดตามอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและการบริหารเงินฝากของแต่ละธนาคาร รวมถึงการได้เงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาล และการตั้งสำรองสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่น้อยกว่าคาด สะท้อนว่ากลุ่มธนาคารมีความเป็นห่วงต่อคุณภาพหนี้ลดลง ทุกแบงก์ยกเว้น TMB และ KBANK ต่างรายงาน NPL ในปีที่ผ่านมาลดลงจากการขายและการตัดจำหน่าย การจำกัดการเพิ่มขึ้นของ NPL ใหม่ รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ โดยรวมจึงพูดได้ว่ากลุ่มธนาคารโดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ผ่านจุดที่แย่ที่สุดในเรื่องของ NPL ไปแล้ว (ถ้าเศรษฐกิจไม่กลับมาแย่อีกรอบ) ส่วนธนาคารที่ทำเช่าซื้อ (TISCO, TCAP, KKP) ผ่านจุดพีคที่สุดของ NPL ไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนีปรับตัวได้ดีกว่าแบงก็ขนาดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา
ความกังวลต่อ NPL ผ่อนคลายลง
ทุกธนาคารยกเว้น TMB และ KBANK ต่างรายงาน NPL ปี 2558 ลดลงจาก 3Q58 ราว 6.2% หรือราว 2 หมื่นล้านบาท โดย KTB แสดง NPL ลดลงมากที่สุดจากการตัดจำหน่ายหนี้ SSI-UK จำนวน 1.24 หมื่นล้านบาทเป็นหนี้สูญ ธนาคารอื่นที่ NPL ลดลงเกิดจากการขายและการตัดจำหน่าย รวมถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของ NPL ใหม่ และบางส่วนมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ที่ประสบความสำเร็จ ส่วน TMB และ KBANK ที่ NPL เพิ่มขึ้นนั้น เราไม่กังวลเพราะเป็นอัตราการขึ้นที่ชะลอลงและเกิดจากความเข้มงวดในการจัดชั้นหนี้ ทั้งนี้ หลังจากการตัดหนี้สูญของ SSI-UK ของ KTB แล้ว ทำให้ NPL Ratio ของกลุ่มแบงก์ปรับลงมาเหลือ 3.2% จาก 3.4% ในไตรมาสก่อนหน้า แนวโน้มของ NPL ในปี 2558 น่าจะผ่อนคลายลง แม้ยังมีทิศทางที่ปรับขึ้นอยู่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางแต่ธนาคารเริ่มควบคุมและบริหารจัดการได้
TMB เป็นธนาคารเดียวที่เราปรับประมาณการขึ้น
TMB เป็นธนาคารที่กำไรออกมาดีกว่าทั้งเราและตลาดคาดถึง 30-40% แม้ว่ากำไรสุทธิ 4Q58 จะลดลง 7% Q-Q และ 12% Y-Y กำไรที่ดีกว่าคาดเกิดจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่น้อยกว่าที่คาด TMB เป็นธนาคารเดียวที่เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ขึ้น 15% เป็นเติบโต 13.7% โดย 1) ปรับเพิ่มการเติบโตของสินเชื่อ 2) ปรับลดต้นทุนทางการเงินและต้นทุนการดำเนินงาน 3) ปรับเพิ่มการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และ 4) ปรับลดการตั้งสำรองฯ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จและยังเชิงรุกต่อในปีนี้ ทำให้ ROE ของ TMB จะยังทรงตัวในระดับสูงราว 13-14% (มากกว่ากลุ่มที่เฉลี่ยที่ 12%) ถือเป็นแบงก์ขนาดกลางที่มีศักยภาพเทียบเท่าแบงก์ขนาดใหญ่ เราปรับเพิ่มราคาพื้นฐานเป็น 3.10 บาท และคาดเงินปันผลปี 2558 จำนวน 0.06 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 2.5%
KBANK กำไร 4Q58 หดตัวแรงแต่อยู่ในคาดการณ์แล้ว
สำหรับ KBANK ที่เป็น Top pick ของ FSS มาตลอดนั้น กำไรสุทธิใน 4Q58 ไม่น่าตื่นเต้น ใกล้เคียงกับที่เราคาดคือ หดตัวแรง 46% Q-Q และ 45% Y-Y เพราะในไตรมาสนี้มีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการตั้งสำรองการด้อยค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์จำนวน 2,314 ล้านบาท แต่ในด้านธุรกิจหลักยังแข็งแกร่ง มีการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 3.5% Q-Q และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อยู่ในระดับสูง 3.66% สูงกว่าทุกธนาคาร เรายังคงชอบ KBANK จากความสามารถในการทำกำไรที่อยู่ในระดับสูง ROE ที่ทำได้ถึงเกือบ 14% และ NIM ที่ 3.5% ขณะที่ NPL อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี ราคาพื้นฐานของ KBANK ประเมินไว้ที่ 210 บาท
แนะนำ KBANK, TMB, TCAP
FSS คาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารในปี 2559 จะฟื้นตัว 6% จากปีก่อนที่หดตัว 7% จากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญในปีนี้ที่จะลดลง ขณะที่คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิจะขยายตัวได้ตามแนวโน้มเงินให้สินเชื่อที่น่าจะดีกว่าปีก่อน รวมถึงธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ค่อยๆฟื้นตัว ความเสี่ยงสำคัญหลักของกลุ่มแบงก์อย่างการเพิ่มขึ้นของ NPL และการหดตัวของสินเชื่อได้รับรู้ในราคาหุ้นไปแล้ว ในขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปัจจุบันซื้อขายที่ Forward PE ปีนี้เพียง 8.7 เท่าและ PBV ต่ำเพียง 1.0 เท่า ถือว่าถูก เรายังคงชอบ KBANK (ราคาพื้นฐาน 210 บาท) เพิ่มด้วย TMB (ราคาพื้นฐาน 3.10 บาท) และ TCAP (ราคาพื้นฐาน 43 บาท)







