posttoday
NPL ผ่านจุดที่น่าห่วงที่สุดไปแล้ว

NPL ผ่านจุดที่น่าห่วงที่สุดไปแล้ว

27 มกราคม 2559

โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]

โดย จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส [email protected]

กลุ่มธนาคารรายงานกำไรสุทธิ 4Q58 ที่ 4.3 หมื่นล้านบาท แม้จะลดลง 2.8% Q-Q และ 12.3% Y-Y แต่ดีกว่าที่เราและตลาดคาด ส่วนใหญ่เกิดจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสูงกว่าคาด ต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าคาดตามอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและการบริหารเงินฝากของแต่ละธนาคาร รวมถึงการได้เงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาล และการตั้งสำรองสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่น้อยกว่าคาด สะท้อนว่ากลุ่มธนาคารมีความเป็นห่วงต่อคุณภาพหนี้ลดลง ทุกแบงก์ยกเว้น TMB และ KBANK ต่างรายงาน NPL ในปีที่ผ่านมาลดลงจากการขายและการตัดจำหน่าย การจำกัดการเพิ่มขึ้นของ NPL ใหม่ รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ โดยรวมจึงพูดได้ว่ากลุ่มธนาคารโดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ผ่านจุดที่แย่ที่สุดในเรื่องของ NPL ไปแล้ว (ถ้าเศรษฐกิจไม่กลับมาแย่อีกรอบ) ส่วนธนาคารที่ทำเช่าซื้อ (TISCO, TCAP, KKP) ผ่านจุดพีคที่สุดของ NPL ไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนีปรับตัวได้ดีกว่าแบงก็ขนาดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา

ความกังวลต่อ NPL ผ่อนคลายลง

ทุกธนาคารยกเว้น TMB และ KBANK ต่างรายงาน NPL ปี 2558 ลดลงจาก 3Q58 ราว 6.2% หรือราว 2 หมื่นล้านบาท โดย KTB แสดง NPL ลดลงมากที่สุดจากการตัดจำหน่ายหนี้ SSI-UK จำนวน 1.24 หมื่นล้านบาทเป็นหนี้สูญ ธนาคารอื่นที่ NPL ลดลงเกิดจากการขายและการตัดจำหน่าย รวมถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของ NPL ใหม่ และบางส่วนมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ที่ประสบความสำเร็จ ส่วน TMB และ KBANK ที่ NPL เพิ่มขึ้นนั้น เราไม่กังวลเพราะเป็นอัตราการขึ้นที่ชะลอลงและเกิดจากความเข้มงวดในการจัดชั้นหนี้ ทั้งนี้ หลังจากการตัดหนี้สูญของ SSI-UK ของ KTB แล้ว ทำให้ NPL Ratio ของกลุ่มแบงก์ปรับลงมาเหลือ 3.2% จาก 3.4% ในไตรมาสก่อนหน้า แนวโน้มของ NPL ในปี 2558 น่าจะผ่อนคลายลง แม้ยังมีทิศทางที่ปรับขึ้นอยู่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางแต่ธนาคารเริ่มควบคุมและบริหารจัดการได้  

TMB เป็นธนาคารเดียวที่เราปรับประมาณการขึ้น

TMB เป็นธนาคารที่กำไรออกมาดีกว่าทั้งเราและตลาดคาดถึง 30-40% แม้ว่ากำไรสุทธิ 4Q58 จะลดลง 7% Q-Q และ 12% Y-Y กำไรที่ดีกว่าคาดเกิดจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่น้อยกว่าที่คาด TMB เป็นธนาคารเดียวที่เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ขึ้น 15% เป็นเติบโต 13.7% โดย 1) ปรับเพิ่มการเติบโตของสินเชื่อ 2) ปรับลดต้นทุนทางการเงินและต้นทุนการดำเนินงาน 3) ปรับเพิ่มการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และ 4) ปรับลดการตั้งสำรองฯ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จและยังเชิงรุกต่อในปีนี้ ทำให้ ROE ของ TMB จะยังทรงตัวในระดับสูงราว 13-14% (มากกว่ากลุ่มที่เฉลี่ยที่ 12%) ถือเป็นแบงก์ขนาดกลางที่มีศักยภาพเทียบเท่าแบงก์ขนาดใหญ่ เราปรับเพิ่มราคาพื้นฐานเป็น 3.10 บาท และคาดเงินปันผลปี 2558 จำนวน 0.06 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 2.5% 

KBANK กำไร 4Q58 หดตัวแรงแต่อยู่ในคาดการณ์แล้ว

สำหรับ KBANK ที่เป็น Top pick ของ FSS มาตลอดนั้น กำไรสุทธิใน 4Q58 ไม่น่าตื่นเต้น ใกล้เคียงกับที่เราคาดคือ หดตัวแรง 46% Q-Q และ 45% Y-Y เพราะในไตรมาสนี้มีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการตั้งสำรองการด้อยค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์จำนวน 2,314 ล้านบาท แต่ในด้านธุรกิจหลักยังแข็งแกร่ง มีการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 3.5% Q-Q และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อยู่ในระดับสูง 3.66% สูงกว่าทุกธนาคาร เรายังคงชอบ KBANK จากความสามารถในการทำกำไรที่อยู่ในระดับสูง ROE ที่ทำได้ถึงเกือบ 14% และ NIM ที่ 3.5% ขณะที่ NPL อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี ราคาพื้นฐานของ KBANK ประเมินไว้ที่ 210 บาท   

แนะนำ KBANK, TMB, TCAP

FSS คาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารในปี 2559 จะฟื้นตัว 6% จากปีก่อนที่หดตัว 7% จากค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญในปีนี้ที่จะลดลง ขณะที่คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิจะขยายตัวได้ตามแนวโน้มเงินให้สินเชื่อที่น่าจะดีกว่าปีก่อน รวมถึงธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ค่อยๆฟื้นตัว ความเสี่ยงสำคัญหลักของกลุ่มแบงก์อย่างการเพิ่มขึ้นของ NPL และการหดตัวของสินเชื่อได้รับรู้ในราคาหุ้นไปแล้ว ในขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปัจจุบันซื้อขายที่ Forward PE ปีนี้เพียง 8.7 เท่าและ PBV ต่ำเพียง 1.0 เท่า ถือว่าถูก เรายังคงชอบ KBANK (ราคาพื้นฐาน 210 บาท) เพิ่มด้วย TMB (ราคาพื้นฐาน 3.10 บาท)  และ TCAP (ราคาพื้นฐาน 43 บาท)  

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน