อยู่ยาก

วันที่ 22 ม.ค. 2559 เวลา 09:05 น.
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง

พฤติกรรม “มาเฟีย” ที่บุกอุ้มนิว “สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์” นักศึกษาธรรมศาสตร์และแกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา จากประตูข้างธรรมศาสตร์ รังสิต นั้น สะท้อนความตกต่ำของกระบวนการยุติธรรม และกระบวนการปกป้องสิทธิมนุษยชนในยุค คสช. ได้เป็นอย่างดี

เพราะนอกจากทหารจะสั่งให้เอาชายฉกรรจ์มาอุ้มนักศึกษาในยามวิกาลแล้ว ภาพในวงจรปิดยังปรากฏชัดว่าเจ้าหน้าที่มากกว่า 8 คน ปิดหน้าปิดตามิดชิด เดินดุ่มๆ ลงจากรถซึ่งไม่ติดป้ายทะเบียน มานำตัวนิวขึ้นรถโดยที่ไม่มีการแสดงตัว ไม่แสดงหมายจับ รวมถึงไม่แสดงสิทธิ

ที่น่าตกใจกว่า คือสิ่งที่นิวออกมาเปิดเผยภายหลังว่า กลุ่มบุคคลที่จับตัวเขาไปใช้ถุงคลุมหัว ใช้ของแข็งจี้ รวมถึงจับลงข้างทาง เพื่อข่มขู่ให้สำนึกถึงการกระทำที่ทำไป

แน่นอน นี่ไม่ใช่วิสัยที่ “เจ้าหน้าที่รัฐ” พึงกระทำต่อ “ผู้ถูกออกหมายจับ” ไม่ว่าในคดีใดๆ

ยิ่งไปกว่านั้น คดีที่นิวโดนหมายจับยิ่งเป็นเรื่องที่น่าขัน เพราะเป็นการผิดคำสั่ง คสช. ในฐานะ “ชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน” จากการนั่งรถไฟไปหัวหิน เพื่อป่าวประกาศว่า อาจมีการทุจริตในการจัดสร้าง “อุทยานราชภักดิ์”

แม้จะมีความพยายามโยงนิวกับกลุ่มการเมือง เพื่อให้เห็นว่ามีขบวนการล้มรัฐบาล แต่ คสช.ก็ไร้หลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหา

เวลาผ่านไปยิ่งชัดว่า การกระทำของนักศึกษากลุ่มนี้ เป็นเพียงเพื่อให้สังคมได้รับรู้ และเพื่อให้องค์กรตรวจสอบทุจริตทั้งหลายเข้ามาทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น

ที่น่าขันเพราะก่อนที่นิวจะนั่งรถไฟไปไม่กี่วัน พระสงฆ์และชาวไทยผู้รักชาตินับร้อยคนไป “ชุมนุม” หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา เพื่อแสดงความไม่พอใจเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา หรือในวันที่นิวนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ก็มี “ผู้รักชาติ” อีกกลุ่มซึ่งไปชุมนุมต้าน ที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง ก็ไม่มีใครต้องถูกดำเนินคดี ไม่มีใครต้องถูก “อุ้ม” ในยามวิกาล และไม่มีใครโดนเอาถุงคลุมหัวแบบที่นิวโดน

วิธีแบบนี้ นอกจากจะไม่มีระบุไว้ในกฎหมาย ผิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยลงนามไว้แล้ว ยังสะท้อนความลุแก่อำนาจของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองด้วย

น่าสนใจก็ตรงที่ห้วงเวลาที่รัฐบาลพร่ำบอกถึงการ “ปฏิรูป” หลายสิบเรื่อง ทั้งเรื่องกระบวนการยุติธรรม อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็โฆษณาจะให้การรับรองสิทธิพลเมืองเต็มขั้น แต่ในทางปฏิบัติกลับปรากฏวิธีคุกคามแบบมาเฟียอย่างสมบูรณ์โดยรัฐเอง

การกระทำแบบนี้จึงยากที่จะเชื่อว่า คสช.จงใจเข้ามาปฏิรูป และต้องการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยไม่เลือกข้าง-แบ่งฝ่าย อย่างที่ตัวเองโฆษณาชวนเชื่อมาโดยตลอด

หรือการปฏิรูป แท้จริงเป็นเพียงวาทกรรมในการรักษาอำนาจรัฐเท่านั้น เพราะแม้แต่ผู้นำรัฐบาลยังปิดโอกาส ไม่ให้แสดงความ “เห็นต่าง” รวมถึงยังใช้อำนาจป่าเถื่อนกดหัวทุกรูปแบบ ก็น่าตั้งคำถามว่า ในวันข้างหน้าประชาชนจะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปได้อย่างไร

ยิ่งนานวัน ประเทศนี้ก็ยิ่ง “อยู่ยาก” ขึ้นไปทุกที