
เตรียมพร้อมยื่นภาษีกันยัง
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
เริ่มปีแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบเลยทุกที ก็คือ เรื่องการที่ต้องยื่นภาษี ยอมรับนะถึงรู้ว่าเป็นหน้าที่ แต่ก็เสียดายเงินทุกครั้งที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่ว่าจะไม่ชอบ ยังไงก็ต้องเสียภาษีอยู่ดี งั้นเรามาดูกันนะครับ ในเมื่อต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ยื่นภาษีอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด
อันดับแรกเลยครับ เช็คเอกสารประกอบการยื่นภาษีก่อนว่าพร้อมยัง เช่น หนังสือรับเงินเดือน (50 ทวิ) จากนายจ้าง ใบกำกับภาษีสำหรับเงินปันผล ใบกำกับภาษีสำหรับดอกเบี้ยเงินฝาก (กรณีจะยื่นรวมเพื่อคำนวณภาษี) หนังสือรับรองการซื้อขาย RMF และ LTF หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ ใบเสร็จเบี้ยประกันชีวิต ใบเสร็จเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา หนังสือรับรองดอกเบี้ยที่จ่ายสำหรับการกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อที่อยู่อาศัย ใบเสร็จเงินบริจาคทั้งโรงเรียน มูลนิธิและวัด ใบเสร็จจากการท่องเที่ยวในประเทศ ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบสำหรับการซื้อของและบริการระหว่างวันที่ 25-31/12/58 ที่ผ่านมา หากตรวจสอบแล้วยังไม่ครบ ก็ไม่ต้องรีบนะครับ รอให้ครบก่อนค่อยยื่นทีเดียว
อันดับสอง คือ ยื่นทาง internet แต่เนิ่นๆ ข้อดีที่เห็นได้ชัด คือ ได้รับคืนเงินภาษีเร็วขึ้น เนื่องจากไปช่วยลดขั้นตอนการบันทึกข้อมูล การตรวจสอบการบันทึกข้อมูลของกรมสรรพากร และการยื่นก็มีความปลอดภัยสูง โดยกรมสรรพากรได้ปรับปรุงระบบการยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต ให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล แถมยังยื่นได้ตลอด 24 ช.ม.ของทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ และมีโปรแกรมที่จะช่วยตรวจสอบข้อมูลขั้นต้น ตามที่กรอกไว้ในแบบฯ แถมหากระบบพบการกรอกข้อมูลที่ผิดพลาดในบางกรณี เช่น กรอกจำนวนซื้อ RMF เกินสิทธิที่กฎหมายให้ ระบบจะส่งรายการเตือนเพื่อให้แก้ไขได้ในทันที เพื่อความมั่นใจว่ากรมสรรพากรได้รับแบบฯ และเงินภาษีที่เราชำระแล้ว จะมีหลักฐานยืนยัน และเราสามารถพิมพ์แบบมาเก็บเป็นหลักฐานได้ นอกจากนี้กรณีที่เรายื่นช้าจนเลยกำหนดเวลา (วันที่ 31 มีนาคม) ทางกรมสรรพากรก็ใจดีให้ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบ internet ออกไปอีก 8 วัน นับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบ
ข้อเสียของการยื่นแบบผ่านระบบ internet ก็คือ เนื่องจากระบบจะตรวจสอบและเตือนกรณีที่เรากรอกข้อมูลผิดดังกล่าว ทำให้ในหลายกรณีเราไม่สามารถยื่นผ่านระบบ internet ทำไม่ได้ เช่น กรณีต้องการนำเงินได้พึงประเมินอื่นที่ไม่ต้องการนำมารวมคำนวณเงินได้ เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากที่เราถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ไปแล้ว ไม่อยากนำมารวมคำนวณเงินได้เพื่อเสียภาษี ฯลฯ มาคำนวณสำหรับเป็นฐานในการซื้อ RMF, LTF การยื่นผ่าน internet จะทำไม่ได้ สมมติ เรามีเงินเดือน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ยเงินฝากที่เราได้มาตลอดปีแต่ไม่อยากนำมายื่นรวมเพื่อคำนวณเงินได้ 5 แสนบาท ถ้ายื่นผ่าน internet เราจะหักลดหย่อน RMF หรือ LTF ได้แค่ 1.5 แสนบาท (15% ของเงินเดือน 1 ล้านบาทที่เรากรอกในช่องเงินได้เท่านั้น) เพราะระบบจะล็อคเอาไว้ ทั้งที่เรามีสิทธิซื้อ RMF หรือ LTF เพื่อมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2.25 แสนบาท (15% ของเงินเดือน 1 ล้านบาทและดอกเบี้ยอีก 5 แสนบาท) กรณีนี้ถ้าเราอยากรวมดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล ฯลฯ ที่เราเสียภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้วมายื่นรวมคำนวณเฉพาะเพื่อเป็นฐานในการซื้อ RMF หรือ LTF แต่ไม่เอามาคำนวณเพื่อเสียภาษี เราก็ต้องไปยื่นแบบที่สำนักงานพื้นที่ของกรมสรรพากรครับ
ข้อเสียของการยื่นแบบผ่าน internet อีกอย่างก็คือ เราเป็นคนเก็บเอกสารหลักฐานเอง ซึ่งเราต้องเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี แต่ถ้าเรายื่นแบบพร้อมเอกสารหลักฐานผ่านสำนักงานพื้นที่กรมสรรพากร เราก็ไม่มีภาระต้องเก็บเอกสารพวกนี้
อ้อ แล้วหากตอนยื่นต้องเสียภาษีเพิ่มตั้งแต่ 3000 บาทขึ้นไป แนะนำให้ผ่อนจ่ายได้ 3 งวดตามสิทธิที่กรมสรรพากรให้นะ โดยผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน โดยเฉลี่ยงวดละเท่า ๆ กัน แต่คนที่ขอผ่อนชำระภาษี ก็ต้องระวังชำระภายในกำหนด ถ้าไม่ชำระภาษีอากรงวดใดงวดหนึ่งภายในกำหนดเวลา คนที่ขอผ่อนชำระภาษี ก็จะหมดสิทธิการผ่อนชำระ และต้องชำระภาษีที่ค้างอยู่ทั้งหมด โดยต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินภาษีงวดที่เหลือทันที







