
ต้องอ้าแขนรับ
ต้องชื่นชมท่าทีของ นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข พี่ใหญ่แพทย์ชนบท ที่ออกมารับความผิดพลาด
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
ต้องชื่นชมท่าทีของ นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข พี่ใหญ่แพทย์ชนบท ที่ออกมารับความผิดพลาด หลังไปชัตดาวน์กรุงเทพฯ กับกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ และมวลมหาประชาชน เมื่อ 2 ปีที่แล้วจนเป็นบัตรเชิญให้ คสช.ยึดอำนาจ
ข้อเท็จจริงก็คือ 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจมดิ่งลงเหวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่การปฏิรูปไม่ได้เกิดผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ดอกผลอย่างเดียวของมวลมหาประชาชนคือเปลี่ยนผู้นำจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปสู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเปลี่ยนไปสู่การเป็น “ระบอบรัฐประหาร”
ทหารหัวหงอกหัวดำตบเท้าเข้าไปเป็น สนช. สปท. และบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ขณะที่หลายคนจับพลัดจับผลูได้เป็นรัฐมนตรี เพื่อปฏิรูป
ทั้งนี้ การปฏิรูปที่ชัดเจนที่คุณหมอคงเห็นชัดก็คือความพยายามเปลี่ยน “30 บาทรักษาทุกโรค” ให้เป็นการสงเคราะห์ให้คนมีเงินต้องจ่าย ส่วนคนจนรัฐจะดูแล เหมือน 20 ปีก่อนหน้านี้ โดยที่ไม่รู้จะแบ่งคนที่มีเงินและไม่มีเงินอย่างไร
การปฏิรูปยังให้อำนาจกรรมการที่ทหารเป็นใหญ่ เข้ามาบอกว่า 30 บาทฯ ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์หลายอย่าง กระทั่งการนำเงินไปจ่ายโอทีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล หรือการจัดซื้อยารวม
ทั้งที่ไม่พบการทุจริต นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ก็โดนเด้งไปล่วงหน้า ขณะที่การดำเนินงานต่อของสำนักงานก็ยังอยู่ในสถานะลูกผีลูกคน ว่าจะทำต่อแบบใด
การปฏิรูปยังคืบคลานเข้าไปยังองค์กรอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพราะ “ภาคประชาชน” หลายคนที่ใกล้ชิดกับหมอมงคลถูกกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนจนถูกฟรีซเงินนานหลายเดือน
ขณะเดียวกัน บอร์ด สสส.ก็ถูกให้ “พ้นจากตำแหน่ง” โดยที่ไม่มีการสอบสวน และไม่ได้รับโอกาสให้ชี้แจงใดๆ
ต่างจากเรื่อง “อุทยานราชภักดิ์” มือซ้ายมือขวาบางคนหลบหนีไปไหนต่อไหน ขณะที่ “เซียนพระ” ที่ถูกกล่าวหาว่าฟันหัวคิวก็หายเข้ากลีบเมฆ แต่ไม่เห็นต้องมีใครรับผิด มีแต่คนที่ป่าวประกาศว่าอาจมีการโกงเท่านั้นที่ถูกออกหมายจับ
ราคาที่ต้องจ่ายของระบอบนี้ยังทำให้ประชาชนที่วิจารณ์รัฐบาลหลายคนต้องเงียบเสียงตัวเองไว้ เพราะอาจถูกขึ้นศาลทหารฐาน “ยุยงปลุกปั่น” ได้ทุกเมื่อ
คำถามก็คือ หากปฏิรูปด้วยสภาวะแบบนี้ การปฏิรูปจะเดินไปทางไหน การปรองดองจะอยู่ในสถานะไหน
กล่าวกันว่า ระบอบที่เอื้อต่อการปฏิรูปที่ดีที่สุดก็คือ ประชาธิปไตย ที่เสียงส่วนใหญ่มีอำนาจเหนือรัฐบาล มีอำนาจเหนือคนที่ตัวเองเลือกเข้าไป และอย่างน้อย ก็ยังแสดงออกได้บ้างว่าไม่ต้องการอะไร
หากแต่วันนั้น “เสียงนกหวีด” อาจดังไปหน่อย จนกลบเสียงอื่นให้มองเห็นแต่การปฏิรูปที่ปฏิเสธการเลือกตั้ง และปฏิเสธประชาธิปไตย
ทว่า เมื่อคุณหมอยอมรับผิดได้ ก็ควรจะอ้าแขนรับ และหวังว่าคนอื่นๆ ที่เคยหลงผิดจะออกมาร่วมกันเตือนสติรัฐบาลดังๆ บ้าง
เพราะหากปล่อยให้ท่านผู้นำคิดแต่ว่ามีคนพอใจกว่า 99% ประเทศนี้ก็สุ่มเสี่ยงที่จะพบกับหายนะที่ถลำลึกมากขึ้นในไม่ช้า







