
สติมี ...โอกาสมา
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต
ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ ท่านผู้อ่านทุกคนนะครับ ปีใหม่นี้ขอให้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับทุกอย่าง ทั้งในเรื่องการลงทุนและในเรื่องอื่นๆด้วยครับ
เปิดมาในศักราชใหม่ก็มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ให้หลายคนตกใจ ไม่ว่าจะเป็น
• เหตุการณ์ที่อิหร่านกับซาอุประกาศตัดความสัมพันธ์กัน หลังจากที่รัฐบาลริยาดของซาะอุประหารชีวิตอิหม่ามนิกายชีอะห์ชื่อดัง “ชีค นิมรา อัล-นิมรา”ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงชาวอิหร่านบุกเผาสถานฑูตซาอุ
• เหตุการณ์ระหว่างเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ หลังจากเกาหลีเหนือทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งล่าสุดซึ่งละเมิดข้อปฏิบัติระหว่างประเทศและข้อตกลงระหว่างสองประเทศ
• ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนในเดือน ธ.ค. ลดลงสู่ระดับ 48.2 และถือเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน ประกอบกับความกังวลที่ในวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ครบกำหนดระยะเวลาของหุ้นที่ถูกห้ามขาย (Silent Period) ทำให้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนพากันเทขายอย่างต่อเนื่อง แต่ทางรัฐบาลก็แจ้งแล้วว่าจะต่อมาตรการออกไปก่อน โดยหากต้องการขายจะต้องแจ้งล่วงหน้า และขายได้ไม่เกิน 1% ก็ถือเป็นการชะลอการขายของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้ในระยะหนึ่ง
แม้ว่าแต่ละเหตุการณ์ต่างก็กระทบการลงทุนแทบทั้งนั้น แต่ถ้าเราพิจารณาดีๆ จะพบว่าทั้ง 3 ปัจจัยมีความแตกต่างกัน มีทั้งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในระยะสั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลดลงอย่างหนักกว่า 5% ส่วนตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวลดลงเกือบ 5% เช่นกัน ก็เพราะมีทั้ง 2 ปัจจัยรุมเร้า ทำให้ผู้ลงทุนที่ชอบความอุ่นใจ ปรับลดความเสี่ยงตัวเองด้วยการขายหุ้นไปถือทองคำแทน ซึ่งเราจะเห็นว่าในสัปดาห์นี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาประมาณ 2.6% ทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ผมอยากตั้งข้อสังเกตให้ท่านผู้อ่านได้นึกถึงเหตุระเบิดที่ปารีสซึ่งสร้างความกังวลให้เกิดขึ้นในสังคมโลกอย่างมากมาย และตลาดหุ้นก็ได้รับผลกระทบแต่ท้ายที่สุดก็กลับมาอยู่ในสภาวะปกติหลังจากนั้นไม่นาน
ในโลกของการลงทุนย่อมมีเหตุการณ์ในลักษณะทำนองนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยส่วนมากก็เป็นเหตุการณ์ที่คาดเดาได้ยากแต่กลับส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในทันที เพราะเกิดภาวะตื่นตระหนกขาย (Panic sale) ซึ่งยากที่นักลงทุนอย่างเราๆ ท่านๆ จะวางแผนล่วงหน้าแถมยังต้องมาตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
ผมเห็นว่า หากเราเป็นนักลงทุนระยะยาวจริง แล้วถือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและยังดีอยู่แม้ว่าจะมีข่าวไม่ดีเป็นระยะๆ ก็ตาม เราต้องแยกแยะว่าข่าวไม่ดีนั้นกระทบปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่เราถืออยู่หรือไม่ ถ้าประเมินแล้วไม่กระทบหรือกระทบไม่มากนัก กับราคาที่ลงมาแล้วในปัจจุบันก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ก็คงมีทางเลือกคือถือต่อไป และ/หรือรอจังหวะเพื่อซื้อเฉลี่ยเข้ามาเป็นระยะๆ
ในโลกการลงทุน “ความมีสติ” ถือเป็นเรื่องสำคัญพอๆกับความรู้และประสบการณ์ เพราะฉะนั้นก่อนตัดสินใจทิ้งหุ้นสักตัวพิจารณาให้รอบคอบ ไม่เอาอารมณ์ความรู้สึกมาเป็นปัจจัยหลัก ... ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการทิ้งโอกาสโดยไม่รู้ตัว
สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ [email protected]







