posttoday
เริ่มปีใหม่ เริ่มวางแผนภาษีได้แล้ว (1)

เริ่มปีใหม่ เริ่มวางแผนภาษีได้แล้ว (1)

01 มกราคม 2559

เริ่มปีใหม่แล้ว หลายท่านคงดีใจกับเงินเดือนใหม่ โบนัสใหม่ เมื่อรายได้เพิ่ม แน่นอนสิ่งที่เพิ่มด้วยอีกอย่าง ก็คือ ภาษี

โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP
 
เริ่มปีใหม่แล้ว หลายท่านคงดีใจกับเงินเดือนใหม่ โบนัสใหม่ เมื่อรายได้เพิ่ม แน่นอนสิ่งที่เพิ่มด้วยอีกอย่าง ก็คือ ภาษี เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ทำอย่างไรกันดี ถึงจะเสียภาษีน้อยลง การจะเสียภาษีน้อยลงเราต้องเริ่มตั้งแต่ต้นปีครับ โดยเราต้องเข้าใจหลักการคิดภาษีของกรมสรรพากรก่อน

ภาษีที่เราต้องเสียคิดจาก เงินได้สุทธิ * อัตราภาษี ซึ่งเป็นอัตราก้าวหน้า คือ ยิ่งเงินได้สุทธิยิ่งสูง อัตราภาษีก็จะยิ่งแพง ของไทยอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นทีละ 5% จาก 0% สูงสุดที่ 35% โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกเสียที่ 0% เงินได้สุทธิที่เกิน 4 ล้านบาทเสีย 35% ข่าวดีก็คือ รัฐบาลกำลังจะเพิ่มเงินได้สุทธิแรกที่ไม่ต้องเสียภาษีจาก 150,000 บาทเป็น 200,000 -240,000 บาท และลดอัตราภาษีขั้นสูงสุดจาก 35% เป็น 28% - 30% ถือเป็นข่าวดีสำหรับปีลิงนี้ทีเดียว
จะเห็นว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราเสียภาษีน้อยลง ก็คือ เงินได้สุทธิ ดังนั้นกลยุทธ์การวางแผนภาษีก็คือ การทำยังไงก็ได้ให้เงินได้สุทธิน้อยที่สุด งั้นเรามาดูกันล่ะว่า เงินได้สุทธิมาจากไหน
เงินได้สุทธิมาจาก เงินได้พึงประเมิน หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน

ดังนั้นจะทำให้เงินได้สุทธิน้อยที่สุด ก็ต้องทำ 3 กลยุทธ์ คือ การลดเงินได้พึงประเมิน การเพิ่มค่าใช้จ่าย การเพิ่มค่าลดหย่อน เรามาไล่กันทีละกลยุทธ์เลยนะครับ
      
การลดเงินได้พึงประเมิน
เงินได้พึงประเมิน ก็คือ เงินได้ของเราที่ควรจะนำมาเพื่อประเมินภาษี ถ้าเรามีเงินได้พึงประเมินน้อย เราก็จะเสียภาษีน้อย หลายคนบอก เอ๊ะ ยังไง เราต้องการมีเงินได้มากๆ แต่เสียภาษีน้อยๆนะ ถูกต้องครับ เรากำลังจะคุยกันถึงวิธีที่เงินได้เรามากๆ แต่เรามีเงินได้พึงประเมินน้อยๆ เงินได้ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นเงินได้พึงประเมินครับ ตัวอย่างเช่น กำไรจากการลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นเงินได้ที่ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ฯลฯ เรามาเริ่มกลยุทธ์การลดเงินได้พึงประเมินกันเลยครับ

1.การย้ายรายได้ไปยังบุคคลที่มีฐานรายได้ต่ำกว่า หรือ การแยกหน่วยภาษี
หลักของวิธีนี้ คือ การลดภาษี เนื่องจากระบบภาษีของไทยเป็นแบบอัตราก้าวหน้า
0 –150,000 บาท ได้รับยกเว้น
มากกว่า150,000 บาท – 300,000 บาท อัตราภาษี 5%
มากกว่า300,000 บาท – 500,000 บาท อัตราภาษี 10%
มากกว่า500,000 บาท – 750,000 บาท อัตราภาษี 15%
มากกว่า 750,000 บาท – 1 ล้านบาท อัตราภาษี 20%
มากกว่า 1 ล้านบาท – 2 ล้านบาท อัตราภาษี 25%
มากกว่า 2 ล้านบาท – 4 ล้านบาท อัตราภาษี 30%
มากกว่า 4 ล้านบาท อัตราภาษี 35%

ผู้ที่มีรายได้สูง ต้องเสียภาษีสูงกว่าผู้มีรายได้น้อย ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดภาษี เราจึงควรกระจายรายได้ให้บุคคลอื่นที่มีฐานรายได้ต่ำกว่า หรือ แยกหน่วยภาษี เช่น สามีกระจายเงินได้ให้ภรรยาที่มีรายได้ต่ำกว่าโดยอาจโอนรายได้จากค่าเช่าบ้านให้ภรรยา เป็นต้น  ซึ่งเมื่อคำนวณภาษีที่ต้องเสียแล้ว สามีก็จะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าการรวมรายได้นั้นเป็นฐานรายได้ของสามีเอง
2.การหาเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี
มีเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีหลายอย่าง เช่น  ดอกเบี้ยจากการฝากเผื่อเรียกไว้กับธนาคารออมสิน หรือดอกเบี้ยสลากออมสิน ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์ หรือ ธกส กำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ฯลฯ หากเราสามารถมีเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเหล่านี้ยิ่งมาก เราก็ยิ่งประหยัดภาษีได้มาก
3.การลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
คือ การแสวงหาเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีหรือได้ลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ  โดยผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์ทางภาษี 2 ขั้น คือ เงินลงทุนได้ลดหย่อนภาษี และผลตอบแทนของเงินลงทุนได้รับยกเว้นภาษี ตัวอย่างของการลงทุนที่ได้รับประโยชน์ทางภาษีแบบนี้ ได้แก่ ประกันชีวิต  RMF LTF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ
หากทำตามวิธีที่แนะนำเหล่านี้ เราก็สามารถลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องเสียได้บ้างแม้ว่าจะไม่มากนัก แต่ก็เราสบายใจ หลับสบาย เพราะทำถูกกฎหมายครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค