
น้ำผึ้งหยดใหม่
เวลานี้คงเกินกว่าจะมานั่งถกเถียงกันว่ามันเป็น “หลุมพราง” หรือไม่
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
เวลานี้คงเกินกว่าจะมานั่งถกเถียงกันว่ามันเป็น “หลุมพราง” หรือไม่
เมื่อต่างฝ่ายต่างก็เห็นทั้ง “ตีนงู” และ “นมไก่” ส่วนใครจะได้ ใครจะเสีย งานนี้ต้องดูกันยาวๆ ยิ่งในวันที่ความขัดแย้งยังคงฝังรากลึกในสังคม ความเป็นพวกพ้องสำคัญกว่าความถูกต้อง
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ต้องสร้างความชัดเจนตอนนี้คือ การควบคุมตัว จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ขันอาสามาร่วมตรวจสอบเงื่อนงำความไม่โปร่งใสของโครงการอุทยานราชภักดิ์ มาจากเหตุผลเรื่องอะไร
ต้องยอมรับว่าด้วยสถานะ “รัฏฐาธิปัตย์” พร้อมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ การคุมตัว หรือเรียกใครต่อใครไปปรับทัศนคติด้วยข้อหาเรื่อง “ความมั่นคง” ย่อมทำได้ทั้งนั้น
แต่หากทำเพราะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังต้องการส่งสัญญาณปรามไม่ให้ใครมายุ่มย่ามกับ “แผล” ที่เกี่ยวพันกับตัวเองด้วยแล้ว ย่อมมีแต่จะเสียมากกว่าได้ ยิ่งหากเป็นแผลเรื่องทุจริต
เพราะอย่าลืมว่า คสช.เองเคยประกาศเอาจริงเอาจังถึงขั้นกำหนดให้การปราบปรามการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ แต่การสกัดไม่ให้เกิดการตรวจสอบนั้นย่อมสวนทางกับคำพูด
หรือการออกมาเบี่ยงประเด็นว่าการพุ่งเป้าสอบการทุจริตในโครงการอุทยานราชภักดิ์นั้น หวังผลการเมืองมากกว่าการตรวจสอบความถูกต้อง มีแต่จะสร้างความเคลือบแคลงมากขึ้น เพราะหากโปร่งใสจริงต้องพร้อมรับการตรวจสอบ
สังคมเองก็จะเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเกิดความกังขาในคณะกรรมการที่ตั้งกันเองสอบกันเอง
ยังไม่ต้องพูดเรื่อง “สองมาตรฐาน” ที่ปล่อยให้อีกฝ่ายไล่ตรวจสอบฝั่งนั้นฝั่งนี้ได้เต็มที่ไม่มีการสกัดกั้น แต่กลับมาสกัดกั้นเรื่องใกล้ตัว
ทุบโต๊ะเลยว่า หากไม่มีคำอธิบายเรื่องเหตุผลการคุมตัวชัดเจน จะบานปลายกลายเป็นน้ำผึ้งหยดใหม่ที่น่ากลัวสำหรับ คสช.







