
อินเดีย: โอกาสและความท้าทาย
โดย ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย
โดย ดร. สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย
จากรายงาน World Economic Outlook ของ IMF ที่เผยแพร่เมื่อเดือนก่อน IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีอัตราการขยายตัวที่ดีขึ้นเป็น 3.6% ในปีหน้า จาก 3.1% ในปีนี้ โดยหากพิจารณาเป็นรายประเทศ จะเห็นว่าประเทศใหญ่ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดคือ อินเดีย ซึ่ง IMF คาดว่าจะเติบโตได้ 7.3% ในปีนี้ และเร่งตัวขึ้น 7.5% ในปีหน้า และแม้จะเติบโตในระดับนี้ หลายฝ่ายยังมองว่าต่ำเกินกว่า Potential Growth ซึ่งอาจสูงถึง 8% เลยทีเดียว สายตาจึงจับจ้องไปที่อินเดียค่อนข้างมากในฐานะหนึ่งเดียวของBRIC ที่ยังยืนหยัดแข็งแกร่งอยู่
การที่อินเดียมีประชากรมากถึงเกือบ 1.3 พันล้านคน ย่อมหมายถึงอุปสงค์ในประเทศที่มหาศาลที่พร้อมจะตื่นขึ้นมา อีกทั้ง ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดต่ำลงก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญต่ออินเดียในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิด้วย การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียลดไปมากช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจ แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญของอินเดียดูเหมือนจะเป็นการเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นาย นเรนทรา โมดี เมื่อช่วงกลางปีก่อน ซึ่งเขาได้ชูประเด็นการปฏิรูปเป็นหลักซึ่งน่าจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจได้ในช่วงหลายปีจากนี้ไป
ผลของการปฏิรูปก็เริ่มเป็นที่ประจักษ์แล้ว รายงาน Ease of Doing Business ของธนาคารโลกได้ปรับอันดับของอินเดียปรับเพิ่มขึ้นเป็นลำดับที่ 130 จากลำดับที่ 142 ในปีก่อน (ต่างจากไทยที่มีอันดับลดลงเหลือ 49 จาก 26) แต่เป้าหมายของโมดีนั้นสูงกว่านั้น เขาตั้งเป้าให้อินเดียติด 1 ใน 30 ลำดับสูงสุดภายใน 3 ปีข้างหน้า ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างทะเยอทะยานทีเดียว แต่ก็น่าติดตามว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่
หนึ่งในประเด็นการปฏิรูปที่มีการพูดถึงคือการปรับอัตราภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Taxes) ให้มาใช้อัตราเดียวกันทั่วประเทศ หลายคนอาจจะนึกกลับไปถึงกรณีของญี่ปุ่นที่ปรับขึ้นภาษีการค้าซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด แต่ในกรณีของอินเดียนั้นจะต่างกันกับญี่ปุ่น เพราะในปัจจุบันนี้อินเดียมีการเรียกเก็บภาษีอยู่แล้วจากรัฐบาลหลายระดับและในหลายอัตรา ทำให้เกิดความซับซ้อนยุ่งยาก และสับสน การปรับมาใช้อัตราเดียวกันทั่วประเทศนี้กลับน่าจะส่งผลดีมากกว่า และอาจช่วยลดความพยายามในการหลีกเลี่ยงภาษีได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ความตั้งใจที่จะลดการขาดดุลการคลังก็เป็นที่เห็นได้ชัด รายได้ภาครัฐที่ไม่เข้าเป้าในปีนี้ (จากการขายสินทรัพย์ได้ต่ำกว่าที่คาด) ทำให้รัฐบาลอาจต้องควบคุมการใช้จ่ายในปีถัดๆ ไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายขาดดุลการคลังเพียง 3% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2560/61 แม้ว่านโยบายดังกล่าวอาจกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ดูเหมือนจะเรียกความเชื่อมั่นได้ค่อนข้างมากเช่นกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อ Moody’s ให้ปรับOutlook ของอินเดียเป็น “Positive” จาก “Stable” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หมายถึงเรตติ้งของอินเดียอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ “BBB-” ในปัจจุบันนี้
ทั้งนี้ ในด้านนโยบายการเงินก็มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายลง สาเหตุหลักน่าจะมาจากการที่เงินเฟ้อในประเทศมีการปรับตัวลดลง จากเดิมที่อินเดียเคยเผชิญเงินเฟ้อในระดับกว่า 10% แต่มาในปัจจุบันเหลือเพียง 5.0% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ 6% ภายใน ม.ค. 2559 ของธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จึงมีความเป็นไปได้ที่ RBI อาจมีการลดดอกเบี้ย Repo ลงจากระดับ 6.75% ทุกวันนี้ ซึ่งน่าจะชดเชยการเข้มงวดขึ้นของนโยบายการคลังได้
แต่ความท้าทายที่สำคัญของอินเดียยังคงเป็นประเด็นด้านการเมืองอยู่คะแนนด้านเสถียภาพทางการเมืองจากดัชนีธรรมาภิบาล (World Governance Indicator) ของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่าภาพการเมืองของอินเดียนั้นไม่ได้ดีไปกว่าประเทศไทยเท่าใดนัก และยิ่งผลการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติของรัฐBiharซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของอินเดียเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาพรรค BJP ของนายโมดี ได้พ่ายแพ้อย่าง “หมดรูป” ทั้งที่นายโมดีมีบทบาทในการช่วยหาเสียงค่อนข้างมาก โดยฝ่ายตรงกันข้ามได้มุ่งประเด็นโจมตีว่าแนวนโยบายของโมดีมุ่งเน้นให้ความสนับสนุน “คนรวย” มากกว่า (pro-rich) และการเลือกตั้งใน Bihar นี้เป็นการพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเป็นครั้งที่ 2 แล้ว หลังจากพ่ายแพ้มาแล้วในการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นเมืองเดลีเมื่อช่วงต้นปีเป็นการส่งสัญญาณว่าการปฏิรูปของนายโมดีอาจไม่ได้ราบรื่นเท่าใดนัก







