
คนเปลี่ยน...โลกเปลี่ยน
โดย รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
โดย รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
สวัสดีครับ ฉบับที่แล้วผมหยิบมุมมองในอีก 5-10 ปีข้างหน้ามาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นไปได้สูงที่เราจะต้องอยู่ในโลกที่เศรษฐกิจเติบโตช้า อัตราดอกเบี้ยต่ำ และหุ้นแพงสวนทางกับเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ฉบับนี้จึงอยากชวนไปดูปัจจัยอีกประการที่เป็นสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงในอนาคต นั่นคือ “การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรศาสตร์” ซึ่งแน่นอนครับ...เมื่อคนเปลี่ยน โลกก็ย่อมเปลี่ยนตาม
ในศตวรรษ 1970–1990 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของจำนวนประชากรโลกเป็นหลัก ยิ่งมีคนมาก ความต้องการแหล่งเงินทุน สินค้าและบริการต่างๆ ก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ในปี 1980 โลกเรามีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 4,438 ล้านคน และเพิ่มขึ้นราวๆ 65% มาอยู่ที่จำนวน 7,349 ล้านคน ในปี 2014 (ที่มา : United Nation) ขณะเดียวกันค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัว (GDP per Capita) ของประชากรทั้งโลกเมื่อปี 1980 อยู่ที่ 12,487 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ในปี 2014 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 54,629 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นการปรับตัวขึ้นถึง 334% (ที่มา : World Bank) ซึ่งตัวเลข GDP ที่กล่าวไปนั้นก็เป็นผลมาจากจำนวนคนและจำนวนแรงงานที่มากขึ้น รวมถึงผลผลิตและเทคโนโลยีต่างๆ จากภาคแรงงานที่มากขึ้นนั่นเอง
ในทางกลับกัน ถ้าหันมามองกลุ่มผู้สูงวัยเราจะเห็นได้ว่าความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ทำให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น จำนวนประชากรที่มีอายุเกิน 80 ปี ในปี 2014 เพิ่มขึ้นจากปี 1975 ถึง 394% (ที่มา : United Nation & Credit Suisse) ซึ่งจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้สูงวัยมีอัตราเติบโตแซงหน้าการเติบโตของจำนวนประชากรโลกไปหลายเท่าตัว จึงอาจปฏิเสธได้ว่าเรากำลังเผชิญกับยุคที่โลกมีจำนวนประชากรใหม่น้อยลง พฤติกรรมการบริโภคและไลฟ์สไตล์ต่างๆ ก็ย่อมเปลี่ยนไป คนหนุ่มสาวจะว่างงานมากขึ้น และสังคมผู้สูงวัยจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางประชากรศาสตร์เหล่านี้ เป็นเหตุให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจไม่เป็นไปอย่างที่ผ่านมา ยิ่งผู้คนอายุยืนยาวขึ้นความเปลี่ยนแปลงในภาคแรงงานก็เกิดขึ้นด้วย แรงงานที่สูงวัย กำลังผลิตที่ลดลง สวัสดิการที่ต้องจ่ายไปมากขึ้นล้วนเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือการอัดฉีดเม็ดเงินอาจจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นการลงทุนหรือกู้ยืมในภาคเอกชนอย่างได้ผลเหมือนที่ผ่านมา จะหวังการกู้ยืมภาคครัวเรือนก็ยิ่งยาก เพราะกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงานก็มีข้อจำกัดเรื่องเครดิต แถมคนว่างงานก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก คนทำงานส่วนใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งที่พอมีกำลังในการกู้ยืมก็กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ ซึ่งคงไม่อยากสร้างภาระให้ตัวเอง สุดท้ายแล้วการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรก็กระทบมาถึง
สัมฤทธิผลของการใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจเข้าให้อีก เมื่อเป็นเช่นนี้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราคงได้อยู่ในโลกที่เศรษฐกิจโตช้า ดอกเบี้ยต่ำ และเงินเฟ้อไม่ขยับเขยื้อนไปไหนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตัวอย่างที่เราเห็นได้โดยไม่ต้องรอคือญี่ปุ่นครับ ญี่ปุ่นเองมีโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่เป็น
กลุ่มผู้สูงวัย ประเทศต้องบาดเจ็บเพราะสภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจถดถอยมายาวนาน ทั้งยังผ่านการใช้มาตรการ QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล จนท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้หันมาใช้นโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พร้อมทั้งผลักดันนโยบายสนับสนุนการมีบุตรเพื่อเพิ่มอัตราประชากรใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งยังเพิ่มสวัสดิการสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวญี่ปุ่นด้วย ซึ่งถือเป็นการวางหมากไว้จัดการกับภาวะ “คนเปลี่ยน โลกเปลี่ยน”
อย่างไรก็ตาม แม้โลกจะมีคนเกิดใหม่น้อยลง คนสูงวัยมีมาก เศรษฐกิจโลกจะเติบโตช้ากว่าที่เคยเป็น แต่ในโลกของการลงทุน “โอกาส” ก็ยังมีเสมอนะครับ ที่พูดเช่นนี้เพราะความเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ทำให้พฤติกรรมการบริโภคและไลฟ์สไตล์ของคนเราเปลี่ยนไป กลุ่มคนทำงานในอนาคตจะให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance มากขึ้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยหันมาใส่ใจสุขภาพ การพักผ่อน การท่องเที่ยวมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นในอนาคตจะเอื้อให้กลุ่มผู้เกษียณอายุใช้ชีวิตวัยเกษียณได้เต็มที่กับสินค้าฟุ่มเฟือย การท่องเที่ยวและการเดินทางที่สะดวกสบายในยุค Low Cost
นอกจากนี้ กลุ่มผู้สูงวัยยังเป็นแรงสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของสินค้าเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีชีวภาพและสินค้าเพื่อสุขภาพต่างๆ ดังจะเห็นจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเฉลี่ยต่อหัวของประชากรโลกในปี 2013 เพิ่มขึ้นจากปี 1995 ถึง 530% (ที่มา : WHO)
ขณะเดียวกันเทรนด์ของไอที (IT) ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งและกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกจะมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโลกเข้าหากัน และมีส่วนสำคัญในการสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้น กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เวชภัณฑ์ อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีเติบโตได้อีกมาก และจะเป็นโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจท่ามกลางภาวะ “คนเปลี่ยน โลกเปลี่ยน” ที่กำลังจะมาถึงครับ







