
เศรษฐกิจโลก : ต้องใช้เวลา แต่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
โดย...โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและสนับสนุน บลจ.ธนชาต
โดย...โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและสนับสนุน บลจ.ธนชาต
ถ้าเปรียบเศรษฐกิจโลกกับหนังซักเรื่อง ช่วงนี้คงเหมือนเป็นช่วงที่สถานการณ์กำลังคับขับ รอฮีโร่มาช่วยอยู่ครับ เพราะทั้งบริษัทยายักษ์ใหญ่ในสหรัฐ บริษัทรถยนต์ยุโรปที่ผลิตรถมากที่สุดในโลก หรือแม้แต่บริษัทที่ผลิตและค้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีรายได้ติด 10 อันดับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต่างพากันเจอข่าวร้ายตลอดในช่วงสัปดาห์นี้เหมือนนัดกันมา แต่ผมว่าตอนจบไม่น่าจะใช่โศกนาฎกรรมนะครับ
เพราะสำหรับยุโรปแล้วผมว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ในระดับต่ำและอาจต้องใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือนถึงจะฟื้นตัวกลับได้ แม้หลายคนอาจกังวลว่ายุโรปอาจมีวิกฤตรอบใหม่ จากบริษัท Volkswagen ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน ที่ถูกตรวจพบว่าปรับแต่งรถยนต์ให้ปล่อยก๊าซเสียน้อยกว่าความเป็นจริง เพราะกรณีดังกล่าว ถือเป็นผู้ว่าจ้างแรงงานขนาดใหญ่ในยุโรปหากสถานการณ์เลวร้ายจริงก็อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง แต่ปัจจุบันราคาหุ้นก็สะท้อนข่าวร้ายไปในระดับหนึ่งแล้วเช่นกัน
และผมว่าทางยุโรปยังมีข้อดีที่ทำให้เราใจชื้นอยู่บ้าง ตรงที่ ECB ยังแสดงท่าทีที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยมีการให้สัญญาณออกมาชัดเจนว่าหากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตามที่คาด ก็จะทำ QE ต่อไป ซึ่งการเอาจริงเอาจังของ ECB ก็จะเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้อีกทางหนึ่ง
ส่วนจีน เศรษฐกิจน่าจะกำลังSlowลง และยังมีความกังวลอยู่ แต่สำหรับผมแล้วคิดว่ามันเป็นความกังวลว่าจะเติบโตช้าหรือต่ำกว่าคาดมากกว่า ไม่ได้ถึงขนาดว่าเศรษฐกิจจะล้มตึง หรือฟองสบู่แตกนะครับ เพราะในส่วนตัวมองว่า รัฐบาลจีนมีเงินทุนสำรองอยู่ถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากต้องนำไปพยุงค่าเงินหยวนของตัวเองจริงก็สามารถทำได้อีกนานประกอบกับปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของจีนอยู่ที่ 4.6% และยังมีการกำหนดให้ธนาคารกันสำรองเงินฝาก(RRR)ไว้สูงถึง 18% ทำให้ยังเหลือ Roomที่จะทำอะไรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกมาก
นอกจากนั้นรัฐบาลกลางจีนยังสามารถทำงบประมาณแบบขาดดุลได้ เพราะหนี้ภาครัฐต่อ GDP อยู่เพียง 41%จึงสามารถถ่ายเทงบประมาณให้กับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อนำไปลงทุนก็น่าจะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจีนได้ในระดับหนึ่งแต่จะคาดหวังให้กลับไปโต 7% นั้นคงเป็นไปไม่ได้ ผมคาดว่าน่าจะโตอยู่ที่ประมาณ 5-6% เท่านั้น
สำหรับสหรัฐ ผมว่าเฟดยังต้องดำเนินมาตรการแบบระมัดระวัง โดยค่อยๆ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และก็ไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยแรงมากนัก เพราะจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา เฟดเองก็ส่งสัญญาณมาแล้วว่าเริ่มแคร์เศรษฐโลกเพราะแม้ตัวเลขเศรษฐกิจของตัวเองจะดีขึ้น แต่ในเมื่อเศรษฐกิจโลกยังมีความน่ากังวลก็ยากที่สหรัฐจะตะบี้ตะบันขึ้นดอกเบี้ยโดยไม่สนใจคนรอบข้าง เพราะอาจทำให้เศรษฐกิจประเทศอื่นๆ เค้าพังแล้วกลับมากระทบตัวเองก็ได้แต่ในอีกแง่หนึ่งหากสหรัฐไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ก็อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อตลาด เพราะนักลงทุนอาจกังวลว่ามีปัจจัยอะไรที่เป็นสาเหตุให้สหรัฐกังวลมากขนาดนั้น แล้วเหตุนั้นเป็นเหตุที่ตลาดยังไม่ได้รับรู้หรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นทางออกก็คงต้องขึ้นในปีนี้ แต่การขึ้นครั้งต่อไปต่างหากที่เราควรจะสนใจว่ามันจะมาเร็วแค่ไหน และขึ้นไปสูงสุดที่เท่าไหร่
ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมว่าสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย ยังคงรอข่าวดี แต่ถ้าจะพูดว่าเลวร้ายขนาดที่ต้องวิตกกังวลไหม ก็คงไม่นะครับ อย่างในไทยเอง เราก็เริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่คาดว่าจะเห็นภาพฟื้นตัวชัดในปีหน้ามากกว่า เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ลงทุนอาจต้องเลือกหุ้นเป็นรายตัว และกระจายลงทุนทั้งในแง่ของสินทรัพย์และเวลา เพื่อลดความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ครับ







