
The War Room ตอน วิกฤตใน Commodity Exporter
โดย เจษฎา สุขทิศ & ชยนนท์ รักกาญจนันท์ INFINITI Global Investors, The Ultimate Investment Solution
โดย เจษฎา สุขทิศ & ชยนนท์ รักกาญจนันท์ INFINITI Global Investors, The Ultimate Investment Solution
ความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่นๆในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนกลับมาตั้งคำถามกันว่า มันจะลุกลามเกิดเป็นวิกฤตของโลกเทียบเท่ากับตอนเกิดวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 หรือไม่ และอะไรคือปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน วันนี้ ในห้อง War Room จะไปคุยกันถึงอีกมุมหนึ่งของปัญหา พร้อมทั้งวิเคราะห์ว่า ควรจะรับมือกันอย่างไร
ชยนนท์ -ถ้าย้อนกลับไปคุยกันซัก 1-2 ปีก่อน ตอนที่ราคาน้ำมันยังอยู่ระดับเหนือ $100 แล้วมีคนมาบอกเราว่า “เชื่อไหมว่า ราคาน้ำมันจะลงไปที่ระดับต่ำกว่า $50 และทำให้เกิดวิกฤตขนาดย่อมๆในโลกได้” ตอนนั้น เราคงทำหน้างงๆว่า ราคาน้ำมันลง ก็ดีสิ จะเกิดวิกฤตได้ยังไง?
เจษฎา – แต่พอราคาน้ำมันลงมาจริงๆ ก็อย่างที่เห็นนะครับ ตอนนี้เราอยู่ในวิกฤตย่อมๆเรียบร้อยแล้ว โดยผลกระทบของมันทอดยาวออกไป ไม่ใช่จะจบง่ายๆซะแล้ว พอราคาน้ำมันร่วงลงมา ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ก็ดำดิ่งลงไปด้วย การที่สินค้าสองสิ่งนี้ราคาตกต่ำ คิดเร็วๆ เราก็อาจมองว่า เป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้บริโภคสิ จะได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัวอยู่แล้ว เปรียบเทียบไปก็เหมือน ตอนนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ ติดป้าย “Grand Sale” ตัวใหญ่ๆ เหมือนเดินห้างแล้วเจอป้ายนี้ติดอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าแบรนเนมทั้งหลายที่คุณหญิงโดนสะกดจิตให้เดินเข้าไปซื้ออย่างมีความสุข
ชยนนท์ – ปัญหาคือ “Grand Sale” ครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าในตลาดปรับตัวลดลงครับ ลองนึกภาพตามผมนะ ตั้งแต่สมัยผมเรียนประถม มาจนถึงปัจจุบัน ผมเคยกินข้าวผัดหมูตั้งแต่จานละ 15 บาท (รู้อายุเลย) จนมาวันนี้ ที่ร้านอาหารตามสั่งข้างตึกญาดาขายข้าวผัดจานละ 40 บาท ผมไม่เคยเห็นราคามันถูกลงซักช่วงเลยครับ ทั้งๆที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และราคาน้ำมัน ก็แกว่งตัวขึ้นลงอยู่ตลอด พอราคาสินค้าทุนพวกนี้ปรับตัวขึ้น สิ่งที่พ่อค้าแม่ขายทำก็คือ ขึ้นราคาสินค้า ราคาอาหารในตลาด แต่ตอนราคาร่วงลงไปปั๊บ ไม่เห็นมีเจ้าไหนในตลาดปรับลดราคาเลยครับ
เจษฎา – คุณกำลังจะบอกว่า ราคา Commodity ตกต่ำ แต่ไม่ทำให้ยอดขายกระตุ้น เพราะผู้บริโภคคนสุดท้ายก็จ่ายเงินเท่าเดิม ไม่ก็เพิ่มขึ้นอยู่ดี?
ชยนนท์ –ถูกต้องเลย และอีกเรื่องก็คือ เหล่าผู้ผลิตน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ อยู่ยากครับถ้าราคาสินค้ามันต่ำลงเรื่อยๆ ก็ใกล้ต้นทุนมากขึ้น กำไรส่วนต่างก็ลดลง แต่วันนี้ที่เหล่าผู้ส่งออก Commodity เจอ มันหนักกว่าที่ผมบอก ก็คือ เริ่มมีบริษัทที่ขาดทุนหนักๆ และเริ่มปลดพนักงานออก สะท้อนมาราคาหุ้นของกลุ่มผู้ทำเหมือง ผู้ผลิตสินค้าเกษตร ทำให้ดัชนีอย่างBloomberg World Mining ทำจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ทีเดียว
เจษฎา – ผลพวงจากการที่ผลประกอบการกลุ่ม Mining ไม่ดีนี้ จะส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงไปอีกหรือเปล่า? เพราะการปลดคนงาน ก็ไปกระทบทำให้เงินในกระเป๋าลดลงแน่นอน และเมื่อไม่มีงาน ก็ต้องประหยัด ไม่จับจ่ายใช้สอยอย่างในอดีต ดังนั้นในภาพกว้าง เศรษฐกิจทั้งโลกก็โดนกระทบเหมือนกัน เพราะ Commodity Sector ถือว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นะ
ชยนนท์ – สิ่งที่เป็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกอย่างก็คือ มันจะทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกจะยังอยู่ในระดับที่ต่ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ และลองนึกดูสิครับว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ยุโรโซน และญี่ปุ่น ดำเนินนโยบายการเงินโดยมีเป้าหมายส่วนหนึ่งก็คือเงินเฟ้อ แล้วเงินเฟ้อต่ำแบบนี้ จะเป็นยังไงต่อ?
เจษฎา – เงินเฟ้อ ก็ไม่ถึงเป้าซักทีสิครับ เมื่อไม่ถึงเป้า ก็จะยังใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป สหรัฐฯอาจไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย ยูโรโซน และญี่ปุ่น ก็ยังคงใช้ QE ไปเรื่อยๆและอย่างที่เรารู้ๆกันว่า QE มันก่อให้เกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์เสี่ยง เพราะสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ มันผลตอบแทนต่ำจนทำให้คนหนีไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงทั้งๆที่ไม่ควรเสี่ยงเยอะ แบบนี้ก็เป็นปัญหาเรื้อรังแน่นอน
ชยนนท์ – ทางออกของปัญหานี้ละ?
เจษฎา – ผมมองว่า ต่อให้ราคาน้ำมันขึ้นไปที่ $70 -$100 เลย เศรษฐกิจก็ไม่กลับมาฟื้น เพราะวันนี้อุปสงค์ (Demand) ของตลาดโลกที่ลดลงจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัว มันไม่สามารถรองรับต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูงอย่างในอดีตได้แล้ว เผลอๆจะยิ่งซ้ำทำให้เศรษฐกิจโลกพังลงไปอีก ดังนั้น ทางออกที่นักเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทศเขามองเห็นก็คือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายควรจะยังอยู่ในระดับต่ำแบบนี้ซักระยะ ผู้ผลิตที่ปรับตัวไม่ได้ เดี๋ยวก็หายไปจากตลาด เมื่ออุปทาน (Supply) ลดลง ราคาก็จะหาสมดุลได้เอง ซึ่งมันใช้ระยะเวลาครับ แต่ผมเชื่อว่า มันมีทางออกเสมอ ติดตามดูอย่างกันอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้นะครับ







