
เรื่องมันช่างน่าอาย
ยังไม่ทันเริ่มนโยบาย “ซิงเกิ้ลเกตเวย์” เว็บไซต์หน่วยงานรัฐก็เดี้ยงไปเป็นสิบเว็บ ตั้งแต่กระทรวงไอซีที กระทรวงกลาโหม
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
ยังไม่ทันเริ่มนโยบาย “ซิงเกิ้ลเกตเวย์” เว็บไซต์หน่วยงานรัฐก็เดี้ยงไปเป็นสิบเว็บ ตั้งแต่กระทรวงไอซีที กระทรวงกลาโหม ไปจนถึงหน่วยงานความมั่นคงหลักอย่าง “กอ.รมน.” และ “ซีไอเอไทย” อย่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต่างก็เดี้ยงไม่เป็นท่า
วิธีการทำให้ล่มนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่ารวมพลัง “พลเมืองเน็ต” เพียงแค่กดรีเฟรชพร้อมกัน รัฐก็เป็นอันทำไรไม่เป็น
สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงทางไซเบอร์ไทยนั้นเปราะบางขนาดที่ว่ามีหลายเกตเวย์ เว็บก็ยังล่มกันไม่เป็นท่า นับประสาอะไรถ้าซิงเกิ้ลเกตเวย์ถูกทำให้เกิดขึ้นจริง
คำถามก็คือ เพราะเหตุใดคนค้านมากขนาดนี้ รัฐบาลทหารถึงยังกระเหี้ยนกระหือรือให้เกิดซิงเกิ้ลเกตเวย์ เพื่อเป็นด่านคัดกรองคนใช้เน็ตหลายสิบล้านคนให้จงได้
คำตอบหนีไม่พ้นเป็นเพราะในยุคโลกาภิวัตน์ โลกไซเบอร์ยังเป็นพื้นที่อ่อนไหว ที่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน รัฐก็ไม่สามารถเข้าถึง และปิดกั้นการแสดงความเห็นได้
ต่างจากพื้นที่สาธารณะที่รัฐสามารถใช้กำลังทหาร-ตำรวจเป็นผู้คุมการแสดงออกให้หดตัวลงจนมิอาจสั่นคลอนอำนาจ
ความหวาดระแวงของเผด็จการทหารนั้นเหมือนกันทั่วโลก คือกลัวการแสดงความคิดเห็น ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อคัดกรองการแสดงออกไม่ให้นอกลู่นอกทาง
เป็นวิธีการเดียวกับการเรียกคนเห็นต่างมา “ปรับทัศนคติ” เพราะเชื่อว่าการใช้กำลังทหารบังคับความคิดจะทำให้คนในชาติทั้ง 65 ล้านคน ยินยอมพร้อมใจไปในทางเดียวกัน
สารพัดข้ออ้างจึงถูกใช้เพื่อสนับสนุนซิงเกิ้ลเกตเวย์ ไม่ว่าจะเป็นการคุมไม่ให้เด็กติดเกม หรือการป้องกันเว็บไซต์หมิ่นสถาบันฯ
ทั้งที่ทุกคนรู้กันดีว่า การปิดช่องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้เหลือเพียง 1 รูนั้นเต็มไปด้วยข้อเสีย ข้อดีที่เห็นชัดจริงๆ มีเหตุผลเดียวคือการกระชับอำนาจ ทำให้รัฐบาลทหารรู้สึก “มั่นคง” ในอำนาจตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
เพราะปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง” ในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่หลายประเทศในตะวันออกกลางเกิดการลุกฮือล้มเผด็จการนั้น จุดเริ่มต้นมาจากสื่อสังคมออนไลน์
เพราะปรากฏการณ์ “ม็อบ” ในระยะหลัง โซเชียลเน็ตเวิร์กก็เป็นพื้นที่รวมตัวสำคัญที่รัฐมิอาจเข้าไปแตะต้องได้
นั่นจึงเป็นเหตุว่า ไม่กี่วันหลังรัฐประหารใหม่ๆ จึงได้มีการขอความร่วมมือให้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตปิด “เฟซบุ๊ก” เพื่อทดลองอำนาจด้านความมั่นคงในมือ
ทว่า ปรากฏการณ์ 2 วันที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าการใช้อำนาจและการรักษาอำนาจด้วยวิธี “ล้าหลังคลั่งชาติ” นั้น นอกจากจะล้มเหลวแล้วยังสร้างความอับอายให้รัฐบาลทหารไม่น้อย
ขณะเดียวกันก็สะท้อนชัดว่าการผูกขาดความมั่นคงไว้ที่ตัวเอง ผ่านการพยายามปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชนให้อยู่ใน “กะลา” เพื่อให้ง่ายต่อการสอดแนมของรัฐนั้น มิอาจใช้ได้อีกแล้วในศตวรรษที่ 21
ยิ่งบีบประชาชนให้เหลือพื้นที่อำนาจในการแสดงออกน้อยลงเท่าไหร่ อำนาจปืนและอำนาจกฎหมายที่มีล้นฟ้าในมือก็ยิ่ง “เสื่อม” จากการถูก “ท้าทาย” มากขึ้นเท่านั้น







