
10 เรื่องที่ต้อง "รู้งี้" ก่อนจบปริญญา ...
โดย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
โดย ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
1. "ใบปริญญามีวันหมดอายุ" ..หลายคนคิดว่าใบปริญญาไม่มีวันหมดอายุพอเรียนจบแล้วก็เอาใส่กรอบรูปตั้งโชว์สวยๆโดยหารู้ไม่ว่า "มันหมดอายุไปแล้ว !!" ...ลองสังเกตให้ดีว่าความรู้ที่เราเรียนมามันทันสมัยไม่นานคือประมาณว่าจบแล้วต้องรีบหางานทำเพราะถ้าทิ้งไว้เราตามโลกไม่ทัน ..ยิ่งปัจจุบัน Internet ทำให้การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจทั่วโลกเต็มไปด้วยโอกาส (แต่โอกาสในที่นี้คือวิกฤตของคนส่วนใหญ่ซึ่งนี่จะเป็นข้อต่อๆไปที่เราต้องร้องว่า "รู้งี้") ..เอาเป็นว่าถ้าไม่อยากให้ใบปริญญาหมดอายุต้องรู้จักหมั่นเติมความรู้หาหนังสือมาอ่านหัดพัฒนาตัวเองโดยการเข้าสัมมนาฟังคนอื่นหาความรู้ใหม่ๆซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับใบปริญญาก็ได้แค่นี้ใบปริญญาของเราก็จะไม่หมดอายุ
2. "ใบปริญญาเป็นเพียงแค่บัตรผ่านประตูในชีวิตจริงเท่านั้น" ...ใช่แล้ว!! ในชีวิตจริงเขาวัดคนที่ผลงานรายได้ที่เราทำให้บริษัทรายจ่ายที่เราลดให้บริษัทด้วยความรู้หรือ Technology เช่นการเอา Internet มาช่วยลดการทำงานช่วยการบริการและช่วยการติดต่อลูกค้าเพิ่มโอกาสการขายอะไรก็ว่าไป ...ดังนั้นใบปริญญามีประโยชน์แค่ตอนสมัครงานแต่หลังจากที่เราได้งานแล้วเขาไม่สนแล้วว่าเราจบอะไรมานั่นแหละ "วัดฝีมือจริง" ...แล้วตำแหน่งยิ่งสูงเขายิ่งไม่ถามว่าจบอะไรมาเพราะนั่นมันคำถามไว้รับสมัครงานชั้นล่าง (งานแรงงาน) ...งานระดับสูงเงินเดือนล้านเขาถามว่า "คุณทำอะไรสำเร็จมาบ้างแล้วคุณจะสร้างโอกาสสร้างเงินให้กับบริษัทเราอย่างไร" -- ถ้าตอบได้ตำแหน่งคุณน่ะเงินเดือนล้าน !!
3. "คนรวยทุกคนเป็นคนเก่งแต่คนเก่งทุกคนไม่ได้รวย" ..จงเลือกว่าคุณอยากเป็น "คนเก่งที่รวย" หรือ "คนเก่งที่จน" ...ให้รู้ไว้ว่าคนเก่งที่จนมันเกิดจากคนนั้นคิดว่าตัวเองเก่งจึงไม่เคยฟังใครไม่เคยเรียนรู้จากใคร ..คนเหล่านี้ทำงานกับใครไม่ได้เพราะถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่คิดว่าตัวเองเก่งไม่เคยฟังคำท้วงติงจากใคร ...เวลาคนเหล่านี้ทำงานผิดพลาดเขาจะพยายามโยนความผิดให้คนอื่นด้วยสมองอันแกมโกงของเขา -- "คนเก่งที่รวย" คนเหล่านี้รักการอ่านชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ..ชอบแก้ปัญหาชอบงานที่คนอื่นไม่กล้าทำเพราะทุกครั้งที่เราทำงานที่ยากและคนอื่นไม่กล้าทำเราจะเห็นโอกาสที่ไม่มีใครเคยเห็น ..เวลาคนเหล่านี้ทำงานพลาดเขาจะโทษตัวเองแล้วเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อให้ตัวเขาฉลาดขึ้นเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ...ยิ่งล้มเลยยิ่งเก่ง ...คนเหล่านี้ไม่เคยกลัวความล้มเหลว ...อะไรง่ายๆไปให้คนอื่นทำแต่ถ้ายากๆ "ให้กู" เพราะกูคือคนเก่งที่จะรวย !!
4. "จ่ายเงินให้ตัวเองก่อนจ่ายเงินให้คนอื่น" ...คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่า ทั้งชีวิตเราจ่ายเงินให้รัฐบาลเป็นค่าภาษีก่อนที่เราจะได้เงินเดือน พนักงาน office ธรรมดาถ้าเอาภาษีทั้งชีวิตมารวมมันเกินล้านแปลว่าคนเหล่านี้จ่ายเงินให้รัฐบาลเป็นล้านบาทแต่ทั้งชีวิตไม่เคยจับเงินล้าน ..เพราะรายได้เท่าไหร่รายจ่ายมากกว่าเสมอ ...ทางแก้คือ "จ่ายเงินให้ตัวเองก่อน" คือดึงออกเริ่มจาก 10% ของเงินเดือนเพื่อเก็บไว้ลงทุนก่อนใช้จ่ายเสมอ (แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น 20% 30% 40% ตามเงินเดือนที่สูงขึ้น) ...เพราะอะไรรู้ไหมเพราะการใช้จ่ายมันคือการจ่ายเงินให้คนอื่น ..ลองดูสิ่งที่เราซื้อมาซิมันดีใจตอนซื้อสุดท้ายของเหล่านั้นก็กลายเป็นขยะ ...ของเป็นขยะบ้านเราก็คือ "ถังขยะ" ใบใหญ่ ...ทำงานหนักจ่ายเงินซื้อขยะโคตรแย่ ...เริ่มจ่ายเงินให้ตัวเองแบ่งมาเริ่มลงทุนเพราะ "การลงทุน" จะสร้างเครื่องผลิตเงินที่เลี้ยงเราจนตาย ..ไม่ใช่ขยะที่คุณซื้อมา !!
5. "จงเลือกก่อนเลยว่าจะเป็นคนเงินเดือนสูงหรือคนเงินเดือนน้อย" ..ถ้าอยากเป็นคนเงินเดือนน้อยก็เริ่มหางานง่ายๆงานที่ใครๆก็ทำได้งานสบายแล้วจงหาหัวหน้ามาสั่งงานเรา ..แต่ถ้าอยากได้เงินเดือนเยอะต้องหางานยากๆงานที่ไม่มีใครอยากทำแล้วเป็นงานที่มีหัวหน้าแต่หัวหน้าต้องถามเราว่าต้องทำอะไรทำอย่างไรเพราะงานนั้นอาจไม่มีมาก่อนในองค์กรเป็นสิ่งใหม่ที่เขาต้องความเห็นจากเราหรือเป็นสิ่งยากที่อยากได้คนรับผิดชอบ
6. "งานที่มี Career Path เป็นงานห่วย" ..วันนี้ใครๆก็รู้ว่าผู้บริหารองค์กรปัจจุบันอายุไม่ได้มากเขายังต้องอยู่ตรงนั้นอีกนาน "รักษาเก้าอี้" ดังนั้นงานที่เปิดให้คนรุ่นใหม่คืองานกระจอกงานแรงงานที่สุดท้ายใช้เครื่องจักรทำดีกว่าเขาหลอกโดยเอาคำว่า Career Path หรือตำแหน่งให้เราไต่ขึ้นไปแต่หารู้ไม่ว่าข้างบนเป็นทางตันเพราะผู้บริหารระดับสูงเดี๋ยวนี้ซื้อตัวคนมีประสบการณ์ง่ายกว่า ...ดังนั้นงานที่ดีในองค์กรคืองานที่ไม่มี Career Path เพราะแสดงว่าหน่วยงานนี้เป็นสิ่งใหม่ไม่เคยมีมาก่อนนี่แหละได้ทั้งความรู้และโอกาสที่แท้จริง
7. "อย่าทำงานเพื่อเงินเดือนให้ทำงานเพื่อความรู้" ..ถ้าตั้งเป้าเป็นเงินจะได้เงินเดือนน้อย ..และไม่มีอนาคตแต่ถ้าตั้งเป้าเป็นความรู้เราจะเห็นโอกาสใหม่ๆเพราะเราเปิดใจที่จะเรียนรู้ ...แล้วคุณจะรู้ว่าแท้จริงแล้วโอกาสหรือ Innovation มันล้วนเกิดในองค์กรเพียงแต่ผู้บริหารเขาไม่ใส่ใจ ...ถึงได้มี Steve Jobs ให้เราเห็น ...ต้องเข้าถ้ำเสือต้องเป็นลูกน้องเพื่อเข้าไปเรียนรู้และหาโอกาสในองค์กร
8. "ให้ฝึกเป็นผู้นำอย่าฝึกเป็นผู้ตาม" ...ในโลกมีคนสองประเภทเท่านั้นคือหนึ่งผู้นำสองผู้ตาม ...ผู้นำรวยกว่าไม่ต้องฉลาดก็ได้แต่ต้องรู้วิธีการนำ ..ผู้ตามส่วนใหญ่เป็นคนเก่งเพียงแต่ไม่รู้วิธีการนำจึงฝึกแต่เป็นผู้ตามรอแต่คำสั่งรอแต่หัวหน้า ...การฝึกเป็นผู้นำคือฝึกนำ ...อะไรที่เราคิดว่าดีเราทำแล้วถ้ามันดีเดี๋ยวคนอื่นตามเองจุดเล็กๆนี้ก็คือวิถีผู้นำ ...ต้องฝึกต้องนำอย่าเอาแต่ทำตาม
9. "ลงทุนให้เป็น" ..เริ่มจาก "วางเงินให้ทำงานให้เป็น" ให้ศึกษาเรื่องออมในหุ้นออมใน Asset ...สร้างเครื่องผลิตเงินสร้างให้มันโตเรื่อยๆแล้ววันนึงเราจะมีอิสรภาพทางการเงินจากสิ่งนี้ ..คนที่ลงทุนเป็นเขามีอิสรภาพทางการเงินก่อนเกษียณเสมอ ...ไม่ใช่เกษียณแล้วจะสบายมันต้องสบายก่อนเกษียณต่างหาก
10. "อย่าหยุดฝัน" เพราะความฝันทำให้เรามีเป้าหมาย ..คนมีเป้าหมายคือคนที่มีอนาคต ...สังเกตง่ายๆว่าเมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มหยุดคุยเรื่องความฝันแล้วนั่งคุยแต่เรื่องอดีตเราก็กำลังจะเป็นคนที่หมดอนาคตกลายเป็นคนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆคุยแต่เรื่องอดีตชอบแต่เรื่องน้ำเน่า ...ถ้าอยากมีอนาคตคุยกับคนที่ชอบคุยเรื่องอนาคตอ่านหนังสือที่กระตุ้นให้เรามองเห็นอนาคต ..ทำในสิ่งที่ท้าทาย ...เมื่อใดก็ตามที่งานเรามั่นคงเราเองนั่นแหละที่กำลังจะเป็นอดีต
อย่าหยุดฝัน ...ล้มแล้วลุก ...ยิ่งล้มยิ่งเก่ง ...อะไรง่ายๆให้คนอื่นทำ ...อะไรยากๆให้ "กรู"







