
ความผันผวนจากการไม่ขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
โดย...นพ.กฤชรัตน์ หิรัญยศิริ ประธานกลุ่มเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก
โดย...นพ.กฤชรัตน์ หิรัญยศิริ ประธานกลุ่มเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก
จากการประกาศไม่ขึ้นดอกเบี้ยของเฟด มีหลายฝ่ายออกมาวิเคราะห์ว่าเริ่มส่งผลอึมครึม ไม่ชัดเจนต่อระบบการเงินของสหรัฐอเมริกา และระบบการเงินของโลก รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่งของสหรัฐอเมริกาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้นโยบายทางการเงินที่ให้นักลงทุนเอง หรือผู้บริโภครายย่อยสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เฟดไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เราเห็นถึงความผันผวนในการตอบรับของทั้งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และรวมไปถึงตลาดราคาทองคำ ซึ่งค่อนข้างได้รับผลกระทบ และแกว่งตัวอย่างอ่อนไหว
อันจะเห็นได้ว่าหลายครั้งก็มาจับตากันที่ถ้อยแถลงของประธานเฟดสาขาย่อย หรือถ้อยแถลงของประธานเฟดเอง นาง เจเน็ท เยลเลน เมื่อเร็วๆนี้ แม้จะเป็นการพูดอย่างไม่เป็นทางการในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ก็สามารถสร้างผลกระทบให้ตลาดหุ้นดาวโจนส์ปรับตัวลดลงกว่า 200 จุด และดีดกลับขึ้นมาได้ในที่สุด นั่นก็คือ ความผันผวนในตลาดการเงินที่วิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา จนทำให้ค่าเงินดอลลาร์ และดัชนีดอลลาร์เอง ก็มีความผันผวนทั้งอ่อนค่าและแข็งค่า แต่ในที่สุดแล้วพื้นฐานของความเป็นจริงคือ ค่าเงินดอลลาร์เริ่มกลับมาปรับตัวแข็งค่าขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นยังคงมีการตอบรับในเชิงลบ เนื่องจากความกังวลในการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ที่ยิ่งช้าก็ยิ่งจะทำให้ตลาดหุ้นและตลาดการเงินมีความผันผวนไม่แน่นอนไปตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาเป็นครั้งคราว และลมปากของประธานเฟดแต่ละสาขา ดังนั้นการบริหารการเงินที่ดีจึงจำเป็นที่จะต้องมีนโยบาย
สำหรับตลาดทองคำของไทยก็จะมีความผันผวนจาก 2 สภาวะตามที่ได้วิเคราะห์มาโดยตลอด คือ 1.ราคาทองคำของตลาดโลก 2.ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา
โดยทั้ง 2 ประเด็น ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดทองคำ โดยวิเคราะห์แยกเป็น 2 กลยุทธ์ตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ราคาทองคำของตลาดโลกโดยภาพหลักยังคงเป็นแนวโน้มขาลง ในขณะที่ภาพในระยะสั้น 1-7 วัน หลายครั้งก็จะมีความผันผวนและกลับมาดีดตัวขึ้นในระยะสั้นๆเท่านั้น ในขณะที่ราคาทองคำของไทยกลับดีดตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนอีกครั้ง หลังจากที่เกิดภาวะหนี้เสียจากโรงงานเหล็กที่ประเทศอังกฤษ กระทบต่อสภาพของภาคการธนาคารและตลาดหุ้นไทยในเชิงลบ เนื่องจากจะมีหนี้เสียมากขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทกลับอ่อนค่าลงอีกครั้ง และเริ่มจะทำจุดสูงสุดใหม่ที่บริเวณ 36.35 บาทต่อดอลลาร์
วิเคราะห์ทองของไทยในรูปของเงินบาท
ราคาทองคำของไทยในรูปของเงินบาทไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง หรือ Gold Futures ก็ตาม จะมีทิศทางเป็น Sideway Up ตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ต้นว่า ราคาทองจะได้ผลดีต่อเงินบาทที่อ่อนค่า ในขณะที่ราคาทองคำของตลาดโลกในระยะกลาง และระยะยาว ยังคงเป็นแนวโน้มขาลง แต่อย่างไรก็ดี จะเห็นการเก็งกำไรอย่างมากในตลาด จึงจะเห็นสภาวะดีดกลับ และเป็นการซื้อแบบ Short Covering ก็ยิ่งสร้างความมึนงง และสับสนให้นักลงทุนไทยพอสมควร แต่อย่างไรก็ดี การรู้จักบริหารเงินลงทุนในสภาวะแบบนี้ จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
วิเคราะห์ราคาทองคำทาเทคนิค
ราคาทองคำในหน่วยของดอลลาร์สหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ได้ว่า ในระยะสั้น ที่ใช้กราฟในระดับรายชั่วโมง จะเป็นแนวโน้มขาขึ้น โดยจะมีแนวต้านในระยะสั้นที่บริเวณ 1,165 เหรียญ และมีแนวต้านสำคัญที่เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ของนักลงทุนรายวันที่ระดับ 1,185 เหรียญ ในขณะที่แนวรับสำคัญในระยะสั้นจะอยู่ที่ระดับ 1,120 เหรียญ และ 1,100 เหรียญ เป็นแนวรับระยะกลาง สำหรับทองของไทยที่มีหน่วยเป็นค่าเงินบาทนั้น ดูจะได้เปรียบกว่าเพื่อน เนื่องจากยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยทองคำของไทยจะมีแนวรับสำคัญระยะสั้นที่ระดับ 19,200 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านสำคัญจะอยู่ที่ระดับ 19,650 บาทต่อบาททองคำ
สรุปได้ว่า กลยุทธ์การลงทุนในขณะนี้ทั้งของ Gold Futures และทองคำแท่ง จึงเป็นกลยุทธ์ในทิศทางแนวโน้มขาขึ้นในระยะสั้นไปก่อน เพื่อลดความเสี่ยงตามสภาวะตลาดที่เข้ามา สนใจในการลงทุนทองคำ ติดต่อได้ที่ MTS Gold Call Center 02-770-7777







