
คิดได้แค่นี้จริงๆ
เป็นความโชคร้ายของประเทศไทยที่ยังหลงเหลือนักการเมืองซึ่งไม่เคยนึกถึงการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า
โดย...ขำ เคืองใจ [email protected]
เป็นความโชคร้ายของประเทศไทยที่ยังหลงเหลือนักการเมืองซึ่งไม่เคยนึกถึงการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า
วันๆ เอาแต่นั่งนับวันนับคืนเมื่อไหร่จะกลับคืนสู่อำนาจ เพื่อได้ใช้อำนาจนั้นไปทางเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องวงศ์ตระกูล
เมื่อคิดได้แต่เรื่องพวกนี้ จึงนำไปสู่ปัญหาช่วงชิงสร้างความวุ่นวายทำให้อำนาจที่สามต้องเข้ามาจัดระเบียบบ้านเมืองวนเวียนไม่รู้จบ
ปากบอก หนึ่ง ทำเพื่อปกป้องประชาธิปไตย สอง ทำเพื่อประชาชน สาม สร้างความเป็นธรรมเสมอภาค แต่พฤติกรรมโดยแท้กลับกระทำในสิ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
เพราะเมื่อเข้าสู่อำนาจ หนึ่ง กลับใช้ความเป็นประชาธิปไตยสร้างเผด็จการรัฐสภา อาทิ ออกกฎหมายลักหลับนิรโทษกรรมให้นักโทษหนีคดี แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ สอง ทำเพื่อประชาชนด้วยการขายนโยบายประชานิยม โหมสร้างความบิดเบือนล้างสมองมวลชนมาเป็นเกราะกำบังปกป้องอำนาจตน
และสาม สร้างความเป็นธรรมด้วยการไล่ขย่มกระบวนการยุติธรรมทุกระดับในยามที่ตนเองเสียประโยชน์ ด้วยการแหกปากตะโกนลั่นไม่ยุติธรรมถูกกลั่นแกล้ง
ทั้งที่สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ผู้คนฉลาดขึ้นจนทำให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสื่อสารเป็นต้น แต่วิธีคิดนักการเมืองไทยย่ำต๊อกอยู่กับที่ เหมือนสันดอนขุดได้แต่สันดานขุดยากทำนองนั้น
ปัจจุบันไม่ได้แตกต่างจากอดีต ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมวิธีคิดคนจำพวกนี้ไปได้
อย่างการออกมาเสนอไอเดียภายใน 11 เดือนสามารถเลือกตั้งได้ทันทีไม่ต้องเดินไปตามสูตรรัฐบาล คสช.ที่กำหนดระยะเวลาไม่เกิน 20 เดือน
ทำให้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำงานด้านกฎหมายตั้งแต่รัฐบาลประชาธิปไตยและรัฐบาลทหาร ต้องกางตำราสอนนักการเมืองผู้โหยหาอำนาจได้รับรู้
“ช่วยกันคิดด้วยสติปัญญา เอาฝ่าเท้ายกขึ้นมา นวดฝ่าเท้าสักทีแล้วตรองหน่อยว่า 2 เดือนมันทันจริงหรือ เมื่อตรงนี้ไม่ทัน ส่วนอื่นที่ให้ร่นมามันก็ไม่ทัน เพราะรัฐธรรมนูญเขาให้ร่างฯ ภายใน 6 เดือนย่นหน่อยได้ แต่จะบอกว่า 2-3 เดือน พอจะเป็นได้อย่างไร เพราะต้องไปถามความเห็นคนเขาด้วย ต่อให้หยิบรัฐธรรมนูญ 40, 50 หรือ 58 ต้องเอามาปรับปรุง ซึ่งคงต้องให้เวลาเป็นแรมเดือน” วิษณุ กล่าวถึงสูตรคิดของ จาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สถาปนาเป็นนักประชาธิปไตยเต็มขั้น เคยเสนอหลักสูตรเร่งรัด 3-3-3-2
โดยเฉพาะสูตรเลข 2 ตัวสุดท้าย ตามที่จาตุรนต์คิดเอาไว้คือสองเดือนที่พรรคการเมืองสามารถเตรียมตัวเลือกตั้งได้ทัน จึงนำไปสู่การสวนกลับของนักกฎหมายที่อยู่บนโลกความจริงว่านักการเมืองเหล่านี้เคยคำนึงถึงประชาชนที่คิดจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่บ้างหรือไม่ พวกเขาจะเตรียมตัวทันหรือเปล่า
สะท้อนพฤติกรรมไม่แปรเปลี่ยน ใช้ฐานความคิดตนเป็นตัวตั้ง ภาษาชาวบ้านเรียก “พวกเห็นแก่ตัว”
นี่หรือ “นักการเมืองของประชาชน”







