
นาทีนี้.. ลงทุนประเทศไหนดี
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ธนชาต
ช่วงนี้หันไปทางไหน ไม่ว่าจะตลาดหุ้น หรือตลาดตราสารหนี้ ต่างก็ทำผลตอบแทนไม่ได้ดั่งใจแทบทั้งนั้น แถมตลาดหุ้นทั่วโลกต่างพากันชะลอตัวลง จนนักลงทุนหลายคนไม่กล้านำเงินออกมาลงทุน บางคนเลยเงินเก็บเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารเพราะรู้สึกปลอดภัยกว่าเลยก็มี บางคนก็รีๆรอๆ กะว่า หุ้นลงอีกสักหน่อยค่อยเข้าไปซื้อ ถือเป็นเงินสดไว้อุ่นใจกว่า
แต่ช้าก่อน ... เรากำลังกังวลกับคลื่นรบกวนระยะสั้นๆ จนทำให้เป้าหมายที่เคยมีไขว้เขวหรือเปล่าครับ และเราคงลืมไปแล้วว่า .. เรากำลัง Timing ตลาด คือ รอจนถูกที่สุดแล้วค่อยซื้อ โดยลืมไปว่าเราอาจรอจนไม่ได้ซื้อเลยก็เป็นได้ ซึ่งถือเป็นกับดักตัวนึงเลยที่หลายคนมักจะเข้าไปติดโดยไม่รู้ตัว
อย่าลืมว่า เราลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่ลงทุนแค่วันนี้ .. การจะลงทุนสินทรัพย์ใด สักสินสินทรัพย์หนึ่ง.. เราต้องมองว่า ราคา ณ วันนี้ ผลตอบแทนที่จะได้รับในอนาคตมันคุ้มหรือไม่
ถ้าเรามองกันจริง ๆจะพบว่าปัจจุบันมีความเสี่ยงสำคัญๆ 2 เรื่องเท่านั้นที่ตลาดให้ความสนใจ คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ว่าจะส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างไร
เพราะฉะนั้น ถ้าถามผมว่า ณ ตอนนี้ทรัพย์สินไหนน่าลงทุน ผมก็ยังคงยืนยันว่าเป็น หุ้น เนื่องจากถูกพิสูจน์แล้วว่าหากเป็นการลงทุนระยะยาว หุ้นมักจะทำผลตอบแทนโดยรวมได้ดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น และที่สำคัญในภาวะที่มีความไม่แน่นอนแบบนี้ เราถือเป็นโอกาสเสมอ
ส่วนภูมิภาคไหนยังน่าลงทุน ผมว่า ทั้งหุ้นไทย หุ้นนอก ต่างก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ในไทยเราก็ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนึ่งความหวังที่จะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจเป็นไปตามคาด และอย่าลืมว่าไทยเองก็ถือว่าเป็นผู้นำในอาเซียน ในระยะต่อไปคงได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย ส่วนสหรัฐกับจีนก็น่าสนใจซึ่งอาจต้องรอจังหวะเวลาสักหน่อย รอว่าหลังจากเฟดประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วทิศทางเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรต่อไป
แต่ในตอนนี้ผมคิดว่ายุโรปกับญี่ปุ่นน่าสนใจที่สุด เพราะนอกจากทั้ง 2 ตลาดมีการออกมาตรการ QE ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดหุ้นอย่างแน่นอนเหมือนมีแต้มต่อแล้ว ปัจจุบันราคาหุ้นของทั้งสองตลาดก็ยังถือว่าไม่แพงเกินไป ยังคุ้มค่าที่จะลงทุน ซึ่งผมจะขอพูดถึงทีละแห่ง เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ
ญี่ปุ่นถือเป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอเมริกาและจีน ซึ่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในปีนี้และปีหน้า เห็นได้จากล่าสุดผลประกอบการที่ประกาศออกมาก็ได้รับการปรับขึ้น 0.8% เพราะได้รับผลบวกจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง โดยเฉพาะบริษัทส่งออกที่ได้รับประโยชน์ทางตรง ซึ่ง JPMorgan ก็คาดว่าผลประกอบการบริษัทญี่ปุ่นอาจเติบโตได้ถึง 15-20% ภายในปีนี้และปีหน้า และเมื่อพิจารณาในมูลค่าของหุ้นจะพบว่า Forward P/E อยู่ที่ 15.5 ก็ถือว่าอยู่ราคาที่สมเหตุสมผล ไม่แพงเกินไปครับ
ส่วนยุโรป ภาพของเขาจะคล้ายๆ อเมริกาเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว สมัยที่อเมริกาเริ่มทำ QE ครั้งแรกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตลาดหุ้นจะได้รับประโยชน์มาก และขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ ธนาคารกลางยุโรปก็ส่งสัญญาณพร้อมขยายมาตรการ QE ต่อไปอีก ก็ยิ่งย้ำให้ถึงความน่าสนใจในการลงทุนหุ้นยุโรป นอกจากนั้นแรงส่งจากค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงมามากก็ช่วยกระตุ้นภาคส่งออก ซึ่งส่งผลต่อรายได้ของบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเศรษฐกิจยุโรปมีสัดส่วนการส่งออกกว่า 40% และเมื่อพิจารณามูลค่าหุ้นโดยเฉลี่ยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว คื ออยู่ที่ 14.3 แต่ค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ 20.5 ครับ
ขณะนี้ บลจ.ธนชาต ก็ได้มีการเปิดขาย 2 กองทุน คือ กองทุนหุ้นยี่ปุ่น (T-JapanEQ) ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Schroder International Selection Fund Japanese Opportunities และกองทุนหุ้นยุโรป (T-EuropeEQ) ที่ลงทุนในกองทุนหลัก Investec European Equity Fund ซึ่งเปิดขายครั้งแรก 2-9 ก.ย. นี้
อย่าหวั่นไหวในปัจจัยระยะสั้น จนทำให้เป้าหมายระยะยาวของเราสั่นคลอนนะครับ
สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ [email protected]
ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน







