
กฎของ Pareto กับการบริหารการเงิน
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์ , CFP
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์ , CFP
พวกเราหลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับข้อมูลหรือเคยสังเกตุเห็นว่า “80% ของยอดขาย ในทุกธุรกิจ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่แค่ไหน มักจะมาจากลูกค้า จำนวน 20%” หรือทำนองเดียวกัน “ยอดขายของบริษัท 80% มาจากจำนวนพนักงานขายเพียง 20%” หรือ ความรู้ที่เราเรียนมาตลอดชีวิตของเรา ที่เรานำใช้ในการทำงานจริงๆมีเพียง 20% เท่านั้น เป็นต้น
ความจริงอันน่าแปลกประหลาดนี้จริงๆแล้วมีการพบกันมาตั้งนาน เมื่อปี 1906 ร้อยกว่าปีมาแล้ว โดย “Vilfredo Pareto” ชาวอิตาลี ได้ตั้งข้อสังเกตุอันโด่งดัง ในยุคนั้นไว้ว่า...”80% ของทรัพย์สิน ในอิตาลี่ ถูกครอบครองโดย คน 20%” ปรากฏว่าเรื่องอื่นๆ หลายๆเรื่องก็สอดคล้องกับ “กฎของ Pareto 80:20” เช่นกัน ไม่ว่า “สินค้า จำนวน 20 % จะกินพื้นที่ 80 % ใน warehouse” หรือ “เวลาที่เราใช้ในการทำงาน 80% ให้ผลงานเพียง 20%” ทำนองกลับกัน “เวลาที่เราใช้ 20% ให้ผลงานสูงถึง 80%”
จนราวๆ ปี 1940 Dr.Joseph M. Juran จึงสรุปแนวคิด เรื่อง 80/20 ไว้ว่า สิ่งสำคัญจำนวนไม่ต้องมากกลับสามารถสร้างผลกระทบได้เยอะแต่สิ่งไม่สำคัญจำนวนเยอะๆ กลับสร้างผลกระทบได้ไม่มาก (vital few and trivial many)
ต่อมากฎของ Pareto ถูกมาประยุกต์ และถูกเรียกว่า “กฎของการออกแรงน้อยที่สุด” (Principle of Least Effort) “ในสิ่งที่เรา ใส่ไป 20% จะให้ผลออกมาให้เรา 80%”
บริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งได้นำเอาข้อสังเกตของความไม่สมดุล หรือกฎ 80/20 นี้ มาประยุกต์ใช้ เช่น ในปี 1963 บริษัท IBM สำรวจพบว่าร้อยละ 80 ของเวลาและทรัพยากรในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดจะเป็นการใช้งานจากโค้ดของ Operating System เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ดังนั้น IBM จึงได้ปรับปรุงซอฟต์แวร์ให้ใช้ประโยชน์จากส่วนร้อยละ 20 นี้ให้ดีขึ้น ทำให้ส่วนนี้สามารถถูกใช้งานได้อย่างสะดวก ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพ ทำให้คอมพิวเตอร์ของ IBM ในยุคนั้นทำงานเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่ง
ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทราบว่าก็คือสิ่งที่สำคัญส่วนน้อยที่เป็นประโยชน์มากนั้นอยู่ตรงไหน และจะใช้มันให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร
"ร้อยละ 20 นั้นคืออะไร ? และอยู่ตรงไหน?"
ในด้านการเงิน ก็เช่นกัน พบว่ามากกว่า 90% ของจำนวน บัญชีเงินฝากทั้งหมดมียอดเงินฝากต่อบัญชีไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งก็สอดคล้องกับ กฎของ Pareto เช่นกัน นอกจากนี้ในด้านของประเภทเงินฝาก พบว่ามากกว่า 49.91%ของเงินฝากเป็นเงินออมทรัพย์ ซึ่งเป็นเงินฝากประเภทที่ทางการเงินเรียกว่า “ idle asset” คือ ไม่มีผลตอบแทนนั่นเอง ซึ่งก็น่าจะเข้าหลักการ “กฎของ Pareto 80:20” เช่นกัน คือ เงินออมส่วนใหญ่ของเราไม่ได้ก่อให้เกิดผลตอบแทนเลย และที่แย่ไปกว่านั้น ก็คือ จากงานสัมมนางานหนึ่ง วิทยากรท่านหนึ่งได้ให้ข้อมูลว่า 87% ของเงินฝากออมทรัพย์ มีลักษณะคล้ายฝากประจำ คือ ฝากแล้วไม่ถอนนั่นเอง ซึ่งก็เข้าหลักการ “กฎของ Pareto 80:20” อีกเช่นกัน คือมีเพียง 20% ของเงินฝากออมทรัพย์เท่านั้นที่เราใช้ประโยชน์ของการเป็นเงินฝากออมทรัพย์จริงๆ คือ เพื่อเป็นสภาพคล่องเผื่อถอนใช้เมื่อยามจำเป็น
ดังนั้นหากเราจะประยุกต์ใช้ “กฎของ Pareto 80:20” ในการบริหารการเงิน ก็คือ มาดูว่า
1.ทำอย่างไรส่วนที่เป็น 80%ของเงินออมเราจะได้ประโยชน์สูงสุด เราสามารถทำได้โดย
ก.ควรจะมีเงินในออมทรัพย์เท่าที่จำเป็นสำหรับการเผื่อถอนใช้เท่านั้น ซึ่งโดยทั่วไป ควรมีเงินในออมทรัพย์ ประมาณ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนพอแล้ว
ข.สำหรับเงินที่ฝากในออมทรัพย์แล้วไม่ถอนเหมือนเงินฝากประจำ ก็เปลี่ยนมาฝากประจำเลยดีกว่า เพราะดอกเบี้ยเงินฝากประจำสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ หรือถ้าไม่ต้องการสภาพคล่องมากนัก ก็เลือกออมในกองทุนที่คล้ายเงินฝากประจำแทนก็ได้
ค.เพิ่มผลตอบแทน โดยหาทางประหยัดภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ด้วยการเลือกออมเงินในกองทุนตลาดเงินแทนการฝากออมทรัพย์ก็ได้ แม้มีสภาพคล่องต่ำกว่านิดหน่อย แต่ก็ได้รับประโยชน์ทางภาษี คือ ผลตอบแทนที่ได้ (กำไรส่วนเกินจากการขายคืนหน่วยลงทุน) ได้รับยกเว้นภาษี
2.ทำอย่างไรส่วนที่เป็น 20% จะให้ประโยชน์สูงสุด ก็คือ จะนำเงินไปลงทุนอย่างไรดี เนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยง แม้เงินส่วนนี้จะมีเพียง 20% แต่ก็มีผลอย่างมากต่อความมั่งคั่งของเรา ดังนั้นเราจึงต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ หากเราอยากลงทุนในตลาดหุ้น พิจารณาดูดีๆจะเห็นว่าตลาดหุ้นก็เข้าหลักการของ “กฎของ Pareto 80:20” เช่นกัน คือหุ้นที่มีพื้นฐานดีมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับหุ้นทั้งตลาด และหากเทียบในกลุ่มอุตสาหกรรม ก็จะมีหุ้นที่มีพื้นฐานดีเป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับหุ้นทั้งอุตสาหกรรมเช่นกัน
ปัญหาของเรา ก็คือ หุ้นที่ดีพวกนี้ คือ หุ้นอะไร หรือ "ร้อยละ 20 นั้นคืออะไร ? และอยู่ตรงไหน?" หากเราไม่รู้ ก็ลองศึกษาและจัดสรรเงินก้อนนี้มาลงทุนผ่านกองทุนรวมดู เพราะผู้จัดการกองทุนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีและเหมาะสมสำหรับแต่ละภาวะการลงทุนให้







