
ต่างตอบแทน
เห็น หน้าค่าตาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว ยิ่งชัดเจนว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากนักการเมืองในรัฐบาลปกติ
โดย...คุณบ๊งเบ๊ง [email protected]
เห็น หน้าค่าตาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว ยิ่งชัดเจนว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากนักการเมืองในรัฐบาลปกติ
เพราะในยุคที่อ้างว่าเป็นรัฐบาลปฏิรูปเข้ามาแก้ปัญหาที่หมักหมม ก็ยังพบว่ามีการแบ่งขั้ว แบ่งมุ้ง และยังมีสายตรง คอนเนกชั่นกลุ่มต่างๆ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีกันทั้งนั้น
ผมยังไม่ขอวิจารณ์ทีมของคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เพราะเพิ่งเข้ามาใหม่ แต่สำหรับเหล่าขุนทหารทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่นั้น จำต้องถูกวิจารณ์ เพราะหลายคนแม้จะไม่มีผลงานอะไรเด่นชัด แต่ก็ได้รับการ “โปรโมท” ให้ดำรงตำแหน่งใหญ่ขึ้น
เป็นต้นว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ที่กำลังจะเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ นั้น ที่ผ่านมาได้มีผลงานอะไรหรือไม่ ในเรื่องส่งเสริมการค้า-การลงทุน แล้วมีประสบการณ์อะไรในเรื่องการเกษตร ที่ปรากฏชัดบ้าง
หรือคนอย่าง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ที่กำลังจะไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ ระหว่างที่เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีผลงานอะไรเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ป่าบ้าง นอกจากการจุดพลุโฆษณาว่าจะยึดคืนพื้นที่นั่น พื้นที่นี่ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม แต่กลายเป็นว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ กำลังจะไปรับผิดชอบงานสำคัญที่สุด อย่างการปฏิรูปการศึกษา
หากใครอยากหาคำตอบว่า ทำไมทั้งสองคนจึงได้รับตำแหน่งในกระทรวงเกรดเอ ก็ขอให้ดูว่า พล.อ.ฉัตรชัย และ พล.อ.ดาว์พงษ์ นั้น เป็นเพื่อนสนิทเตรียมทหารรุ่น 12 ของ “ลุงตู่”
ชัดเจนว่าในยุคปฏิรูป “ความเหมาะสม” และ “ความสามารถ” ในการบริหารงานนั้น เป็นสูตรสำคัญในการเลือกคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีน้อยกว่า “มิตรภาพ”
ขอยกตัวอย่างอีกคน นั่นคือการแต่งตั้ง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ซึ่งมี “หัวโขน” อยู่ถึง 4 ตำแหน่ง คือเป็นทั้ง 1.ประธานกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ 2.ประธานอนุกรรมการฯ แก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ 3.ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ 4.ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ให้เข้ามาเป็น รมว.พลังงาน
หากจำกันได้ พล.อ.อนันตพร คือคนที่บอกว่า “ไมโครโฟนเทพ” อันละแสนกว่าบาท ไม่มีการทุจริต แค่ “ส่วนต่างเยอะ”
คำถามสำคัญก็คือ ที่ผ่านมา พล.อ.อนันตพร มีประสบการณ์อะไรในด้านพลังงาน และมีความสามารถอะไรที่เหนือกว่ารัฐมนตรีคนก่อน
นี่ยังไม่นับรวมการเลื่อนขั้น “ขุนทหาร” ที่ร่วมปฏิวัติ อย่างอดีต ผบ.ทร.และอดีต ผบ.ทอ. ที่แม้จะไม่มีผลงานอะไรเด่นชัด แต่ก็ถูกดันก้นขึ้นไปนั่งเป็น “รองนายกฯ” สบายๆ
ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า รัฐประหารครั้งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร และคนไทยก็ไม่อาจหวังอะไรได้ เพราะแม้แต่การคัดสรร “คนดี” ให้ไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอ ก็ยังดันเพื่อนพ้องให้ขึ้นไปกินตำแหน่งกันอย่างถ้วนหน้า
ความหวังที่จะเห็นว่า “แผ่นดินจะดีในไม่ช้า” นั้นมอดลงเรื่อยๆ ซึ่งก็จะโทษใครไม่ได้ นอกจากคณะ คสช.ที่ทำตัวเองล้วนๆ







