posttoday
วิธีปรับตัวเข้าสู่การเกษียณอายุของตนเอง

วิธีปรับตัวเข้าสู่การเกษียณอายุของตนเอง

11 สิงหาคม 2558

โดย ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย และ สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

โดย ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายก สมาคมนักวางแผนการเงินไทย และ สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

ผมจะไม่ทำให้คุณเบื่อจนตายกับสถิติต่างๆ เกี่ยวกับคนเราในปัจจุบันที่จะมีอายุที่ยืนยาวขึ้น และเรามักจะไม่ได้เตรียมตัวอย่างรอบคอบในด้านการเงินและความรู้สึกสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากลองวิธีใหม่ เพื่อให้คำตักเตือนดังกล่าวสามารถกระจายไปในทางที่มีความหมายมากขึ้น คุณทราบหรือเปล่าว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ญี่ปุ่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่มียอดขายสูงกว่าผ้าอ้อมของเด็ก และเมื่อวันก่อนระหว่างที่ผมขับรถกลับบ้าน เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินโฆษณาวิทยุไทยเกี่ยวกับผ้าอ้อมผู้ใหญ่

ลูกชายผมเพิ่งมีอายุครบ 6 ปี และผมก็เพิ่งผ่านปีที่ 52 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น บ้านเราจึงยังไม่มีความต้องการผ้าอ้อม แต่ผมก็เข้าใจดีว่า ในอีกไม่นาน ความต้องการเหล่านี้อาจเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในปัจจุบัน ผมต้องตื่นคืนละหนึ่งครั้งเพื่อไปเข้าห้องน้ำ ทฤษฎีส่วนตัวของผมจะบอกว่า เรากำลังจะเผชิญปัญหาใหญ่มาก คือ ฐานอายุของประชาชนที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยมีคนกลุ่มใหญ่ที่ยังใช้ชีวิตแบบไม่ยอมรับความเป็นจริง

สถิติล่าสุดปรากฏว่า ประชากรไทยจะมีจำนวนมากที่สุดในอีก  40 ปี โดยในเวลานั้น ประเทศไทยจะมีประชากรประมาณ 72 ล้านคน และในอีก 70 ปี ซึ่งผมคงไม่อยู่แล้ว ประชากรไทยจะลดลงให้เหลือเท่ากับเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในจีน หรือประมาณ 40 ล้านคน แนวโน้มดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุขแห่งชาติ นโยบายการเงินสาธารณะ และนโยบายแห่งชาติ อื่นๆ และในอีกไม่นานมากนัก กลุ่มผู้สูงอายุที่จะได้รับเงินบำเหน็จบำนาญจากภาครัฐจะเพิ่มมากขึ้น ความต้องการของการบริการด้านสาธารณสุข และการดูแลระยะยาว จะมีสูงกว่าจำนวนผู้ที่เสียภาษีเพื่อช่วยสนับสนุนทุนในการให้บริการดังกล่าว

น่าเสียดายที่คนส่วนมากยังไม่ยอมรับความเป็นจริง และยังเชื่อว่ารัฐบาลจะหาเงินมาสมทบได้ ประชาชนทั่วไปมักไม่เข้าใจว่าทำไมต้องควบคุมรายจ่ายของรัฐในการคงการอยู่รอดทางการเงินของประเทศ รัฐบาลส่วนใหญ่มีทางเลือกไม่มากนัก โดยอาจต้องปรับงบประมาณให้สมดุลและขยายอายุเกษียณให้นานขึ้น แต่อย่างที่เราทราบกันดี วิธีนี้ง่ายที่จะพูดมากกว่าทำ

ทางออกของปัญหาดังกล่าวจะต้องมาจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานระหว่างประเทศ ในการปรับปรุงโครงสร้างของสังคม โดยการสร้างงานและจัดโครงการฝึกอบรมสำหรับคนในช่วงอายุ 60 และ 70 ปี พร้อมกับหางบประมาณสนับสนุนการวิจัยทางการแพทย์เพื่อหาทางรักษาโรคต่างๆ อาทิ Alzheimer

ผู้เกษียณอายุในปัจจุบันโดยทั่วไปแล้วเหมือนหนีเสือเจอจระเข้ ซึ่งประกอบไปด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ  ตลาดหุ้นที่ไม่มีเสถียรภาพ และอายุไขที่ยาวนานแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แน่นอนความจริงเหล่านี้มักทำให้ผู้เกษียณอายุหลายคนเกิดความเครียดเนื่องจากพวกเขาขวนขวายหาทางทำให้รายได้หลังการเกษียณอายุคงอยู่ให้นานที่สุด ในทางหนึ่งหากคุณเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากและเลือกลงทุนแต่เพียงในการลงทุนที่รับประกันผลตอบแทน เช่น การฝากเงินธนาคารหรือพันธบัตรรัฐบาล คุณจะเผชิญกับปัญหาดังกล่าวเหล่านี้ ดังเช่น ผลตอบแทนที่ต่ำ รายได้ที่ไม่เพียงพอในปัจจุบัน ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ
แต่หากคุณกล้าขึ้นมาอีกนิดและลงทุนในสินทรัพย์ที่เติบโตได้ เช่น หุ้น  อสังหาริมทรัพย์ หรือ สินค้าโภคภัณฑ์ คุณจะเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่าง ดังเช่น โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนติดลบ การดึงเงินออกขณะตลาดขาลงอาจส่งผลให้เงินต้นอยู่ในความเสี่ยงได้

เมื่อคุณอายุมาก เป้าหมายการลงทุนย่อมต่างจากตอนที่คุณยังเป็นหนุ่มสาว ผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment—ROI) มักจะเป็นทฤษฎีหลัก สำหรับหนุ่มสาวนักลงทุนหลายคนที่เน้นการลงทุนในระยะยาว ซึ่งปกติแล้วยิ่ง ROI สูงเท่าไหร่ยิ่งดี แต่เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณอาจจะไม่สนใจว่าการลงทุนของคุณจะได้รับผลตอบแทนถึง 10%−12% ต่อปีหรือไม่ แต่คุณอาจจะโน้มเอียงไปยัง ROI ในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งวางใจในรายได้ ( Reliability of Income) มากกว่า อีกนัยหนึ่งก็คือ คุณเต็มใจที่ได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเพื่อความสบายใจ ไม่มีเหตุให้วิตกเหนือความคาดหมายใดๆ จากตัวอย่างต่อไปนี้ผมจะแสดงให้เห็นว่าการจัดเตรียมรายได้ที่ปรับตัวได้กับภาวะเงินเฟ้อโดยไม่มีความเสี่ยงที่มากเกินควรเป็นอย่างไร เราต้องการเพียงแค่ความมีวินัยและความมุ่งมั่น

ลองสมมุติว่าคุณมีเงิน 5 ล้านบาทหลังการเกษียณ ทางหนึ่งที่จะเข้าถึงวิธีนี้คือแบ่งเงินออมออกเป็น 6 “ถัง” ไว้ใส่สินทรัพย์ที่มีการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม (conservative)ไปจนถึงการลงทุนแบบรุก (aggressive) ถังที่ 1 แบบอนุรักษ์นิยมได้รับสัดส่วนที่มากที่สุดของเงินออมของคุณคือ 28% หรือ 1.4 ล้านบาท ถังต่อๆมาได้สัดส่วน 26%  20%  13%  7% และ 6% (รวม 100%) ถังที่ได้รับจำนวนเงินน้อยที่สุดคือถังที่ถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง การลงทุนยิ่งรุกมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็สูงขึ้นตามไปด้วย ถังเหล่านี้จะต้องถือไปในระยะยาวเพื่อจะบรรลุถึงโอกาสที่ดีที่สุดที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ยอดเยี่ยม

ในถังใบที่1 เราใส่เงินเข้าไปในธนาคาร 1.4 ล้านบาท ได้รับผลตอบแทน 2% ต่อปี ผลก็คือคุณได้เงิน 23,000 บาทต่อเดือนเพื่อจะใช้จ่ายไปได้ 5 ปี  ในถังที่ 2 เราจะลงทุน 1.3 ล้านบาทในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นหน่อย เช่น พันธบัตรรัฐบาลที่ได้ผลตอบแทน 4% ต่อปี เมื่อคุณเกษียณได้ 6 ปี เงินในถังที่ 1 ก็จะหมดไป และต่อมายังถังที่ 2 ที่จะจ่ายให้คุณ 27,340 บาทต่อเดือนจากปีที่ 6 ถึง ปีที่10 ในช่วงทุกๆ 5 ปีต่อมา ถังอื่นๆก็จะค่อยๆเปลี่ยนมาเป็นเงินฝากประจำพร้อมจะจ่ายไปอีก 60 เดือน ถ้าอัตราผลตอบแทนเป็นไปตามที่วางแผนไว้ในแต่ละถัง ก็จะมีเงินในจำนวนเพียงพอที่จะสามารถยกระดับรายได้เวลาการเกษียณตั้งแต่ 23,000 บาทไปจนถึง 42,000 บาทต่อเดือน

เพื่อที่จะทำให้กลยุทธหารายได้ตลอดชีพนั้นได้ผล  คุณต้องเตรียมการลงทุนในระยะยาว ถังที่ 1 และ 2 ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่น่าตื่นเต้น คุณได้แค่ 2−4%ต่อ ปีเท่านั้น แต่ก็ยังดีเพราะคุณต้องการความมั่นใจว่าคุณจะมีรายได้ต่อเดือนเพียงพอสำหรับ 10 ปีแรกของการเกษียณอายุ เงินในถังที่ 4 ถึง 6 จะนำไปลงทุนเชิงรุกในสินทรัพย์ที่เติบโตได้ เช่น หุ้น และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงก็จะมากขึ้นตามไปด้วย แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะคุณเต็มใจที่จะลงทุนในระยะยาวและได้รับการชดเชยด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่าซึ่งอยู่ระหว่าง 6% ถึง 12% ต่อปี  ถึงแม้ว่าอะไรๆจะไม่เป็นไปตามแผน มันก็ไม่ใช่ทางตัน  สมมุติว่าในถังที่ 4 คุณได้ผลตอบแทน 6% ต่อปี แทนที่จะได้ 8% รายได้ต่อเดือนที่คุณสามารถถอนได้ระหว่างปีที่ 16 ถึง 20 จะลดลงเป็น 27,980 บาท จาก 36,740 บาท ถ้าแย่ที่สุด สมมุติว่าคุณได้ผลตอบแทนที่ −5% ต่อปีในถังใบที่ 5 แทนที่จะได้ 10% ตามที่วางแผนไว้ และในถังที่ 6 คุณได้ ผลตอบแทน 9% แทนที่จะได้ 12% ต่อปี การจ่ายเงินก็จะลดลงตามไปด้วย แต่ก็เหมือนกับทุกสิ่งในชีวิต ไม่มีอะไรที่ไม่มีความเสี่ยงแต่ถ้าคุณมีแผนทางการเงินที่ดี โอกาสที่คุณจะมีวัยเกษียณอายุที่สุขสบายก็จะมีมากกว่าการไม่วางแผนเลย

ถังใบที่ 6 แสดงให้เห็นถึงการป้องกันความเสี่ยงจากการที่คุณมีอายุเลย 25 ปีนับจากวันที่เริ่มต้นการลงทุน ถ้าถังนั้นได้ผลตอบแทนที่เป็นไปตามแผน ตัวอย่างเช่น มีเงิน 300,000 บาทสะสมผลตอบแทนในอัตรา 12% เป็นเวลา 25 ปี คุณจะได้รับเงิน 5 ล้านบาทเท่ากับจำนวนเงินเริ่มต้นของคุณ  จำนวนดังกล่าวเพียงพอที่จะเริ่มแผนการหารายได้สายใหม่ อีกแผน  ในกรณีที่คุณอยู่ไม่ถึง 25 ปีหลังการเกษียณ เมื่อคุณเสียชีวิตลง สินทรัพย์ที่มีเหลือยังคงส่งต่อไปเป็นมรดกแก่ลูกหลานได้

สิ่งหนึ่งที่ควรจะคำนึงถึงคือความเสี่ยงและผลตอบแทนมักจะมาควบคู่กัน คุณพลาดสิ่งหนึ่งอีกสิ่งหนึ่งคุณก็จะพลาดไปด้วย ที่สำคัญกว่านั้น ความเสี่ยงจากการลงทุนไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเสียเงินต้นไปด้วย  แต่หมายความถึงความผันผวนเท่านั้นเอง  ตัวอย่างเช่น  เป็นปกติที่ราคาหุ้นขึ้นลงอย่างแรงในบางเวลา แต่ตราบใดที่คุณลงทุนในระยะยาวและมั่นใจว่า portfolio ของคุณมีความหลากหลายดีแล้ว คุณควรที่จะผ่านความผันผวนในระยะสั้นไปได้และรางวัลก็คือผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว  สุดท้ายนี้อย่าลืมว่า การเกษียณอายุที่สบายเริ่มต้นจากการวางแผนที่ดี

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค