
ดัชนีเซเว่นฯ
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมามีดัชนีเศรษฐกิจชนิดที่ไม่เป็นทางการเกิดขึ้นก็คือ ดัชนีมาม่า ที่จะมีการดูยอดขายบะหมี่สำเร็จรูปมาม่า เพื่อสะท้อนการใช้จ่ายหรือเงินในกระเป๋าของชาวบ้านในแต่ละช่วง
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมามีดัชนีเศรษฐกิจชนิดที่ไม่เป็นทางการเกิดขึ้นก็คือ ดัชนีมาม่า ที่จะมีการดูยอดขายบะหมี่สำเร็จรูปมาม่า เพื่อสะท้อนการใช้จ่ายหรือเงินในกระเป๋าของชาวบ้านในแต่ละช่วง
ถ้าเศรษฐกิจดี มีเงินในกระเป๋า ยอดขายมาม่าจะไม่เติบโตมากนัก เนื่องจากคนไปซื้ออาหารอื่นที่แพงกว่า แต่หากเศรษฐกิจแย่ คนจะหันมากินมาม่าที่ราคาถูก จนทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้มีการตั้งประเด็นว่าน่าจะไปดู ดัชนีอื่นที่ครอบคลุมกว่า ซึ่งได้แก่ดัชนีเซเว่นฯ หรือดัชนีร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น ที่มีบริษัท ซีพี ออลล์ เป็นเจ้าของนั่นเอง
สาเหตุเพราะวิถีชีวิตคนปัจจุบันผูกพันกับร้านสะดวกซื้อ ทั้งของอุปโภคที่ในชีวิตประจำวัน รวมถึงอาหาร เครื่องดื่ม สารพัดอย่าง
นอกจากขนาดธุรกิจของร้านสะดวกซื้อครอบคลุมและใหญ่กว่ามาม่าที่ขายบะหมี่ หรือก๋วยเตี๋ยวซองเพียงอย่างเดียว
อย่างปีที่แล้วรายได้ของบริษัท ซีพี ออลล์ ผ่านร้านเซเว่นฯ ตกประมาณ 2 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดขายมาม่าอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
และถ้าดูธุรกิจของร้านเซเว่นฯ ในยามนี้ จะสะท้อนถึงกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างดี
ตัวเลขผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ของปีนี้ ที่บริษัท ซีพี ออลล์ เพิ่งประกาศออกมา ปรากฏว่ามีกำไรสุทธิ 3,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบ 40%
ถ้ามองเผินๆ ก็อาจจะคิดว่ากำลังซื้อกลับมาแล้ว เพราะกำไรดีเหลือหลาย
แต่หากลงในรายละเอียดจะพบว่า การที่กำไรเพิ่ม เนื่องจากการเร่งขยายสาขาจาก 7,816 แห่ง เป็น 8,469 แห่ง รวมถึงมีการเพิ่มสินค้า การบริหารจัดการที่ทำให้กำไรขั้นต้นมีมากขึ้น
ส่วนเม็ดเงินที่แท้จริงก็คือยอดขายของแต่ละสาขาต่อวันกลับเพิ่มไม่มากนัก โดยมีอัตราการเติบโตแค่ 1.1%
สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว โดย 3 เดือนแรกยอดขายต่อสาขาต่อวันโตขึ้นแค่ 0.3% เท่านั้น
ทั้งหมดจึงเป็นการบอกให้เห็นอย่างชัดเจนถึงภาวะบ่จี๊ เงินไม่มีในกระเป๋า
ขนาดร้านเซเว่นฯ แต่ละสาขายังเหนื่อย ธุรกิจรายเล็ก รายกลาง ก็ไม่ต้องพูดถึง
รับรองหืดจับ จุกจนพูดไม่ออกเป็นทิวแถว







