
รื้อภาษีบาป?
การส่งสัญญาณให้มีการยกเลิกกฎหมายจัดเก็บและจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ภาษีบาป”
โดย...e-ช้าน [email protected]
การส่งสัญญาณให้มีการยกเลิกกฎหมายจัดเก็บและจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ภาษีบาป” ที่ใช้อุดหนุนกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ...ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่ต้องจับตา
เรื่องของเรื่องก็คือเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสี่ ว่าด้วยการตรากฎหมายให้หน่วยงานรัฐจัดเก็บภาษีและจัดสรรเงินจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรตามกฎหมาย และมาตรา 281 ว่าด้วยการยกเลิกระบบ Earmarked Tex หรือภาษีบาป ...กำลังจะมีการปรับแก้ให้มีการยกเลิกหรือยุบองค์กรเหล่านี้ในอนาคต
e-ช้าน...ขอเป็นอีกแรงที่ขอคัดค้านในเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาองค์กรเหล่านี้ได้นำงบประมาณไปสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมในหลายๆ เรื่อง การมีสถานีโทรทัศน์ของประชาชนก็ประจักษ์ชัดว่าทำให้คนไทยหูตาสว่างมากขึ้น แทนที่จะถูกโทรทัศน์เอาน้ำเน่าเอาเรื่องตลกโปกฮายัดเยียดให้ดูอยู่ทุกวี่วัน
องค์กรสุขภาพ เช่น สสส. แม้หลายเรื่องหลายโครงการที่ e-ช้าน...ไม่เห็นด้วย แต่โดยรวมๆ ถือว่าสามารถนำไปทำให้คนเล็กคนน้อยในท้องถิ่นสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ขึ้นได้อย่างเข้มแข็ง มีการรวมตัวกันของประชาชนในหลายพื้นที่ในการกำหนดอนาคตตนเองได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ควรให้การสนับสนุน
ที่ผ่านมา นักการเมืองพยายามเข้าแทรกแซงองค์กรเหล่านี้ เช่น ครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลที่แล้วมี รมว.สาธารณสุข นั่งรถไปยังอาคารสำนักงาน สสส.ด้วยตัวเอง แล้วไปทุบโต๊ะจะนำงบไปใช้จำนวนเท่านั้นเท่านี้ และเหลืองบให้ สสส.ใช้เพียงน้อยนิด รวมทั้งพยายามส่งคนของฝ่ายการเมืองเข้าไปนั่งในบอร์ดอีกด้วย แต่ท้ายที่สุดก็สามารถทัดทานกันไว้ได้
ล่าสุด องค์กรเครือข่ายด้านสุขภาพ รวมทั้งผู้บริหารไทยพีบีเอส ได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้านต่อคณะกรรมาธิการให้นำข้อเสนอไปประกอบการพิจารณาการประชุมในวันที่ 10-11 ส.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งต้องติดตามว่า “มือที่มองไม่เห็น” จะมีพลังเข้าไปชี้นำหรือกดดันกรรมาธิการได้มากน้อยแค่ไหน แต่เป็นที่ชัดเจนว่าเมื่อเข้าตาจนย่อมมีความพยายามทุกวิถีทางที่จะดึงเม็ดเงินเหล่านี้กลับมาอยู่ในมือรัฐ
เท่าที่ติดตามข้อมูล สสส.ได้รับงบอยู่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ไทยพีบีเอส ประมาณ 2,000 ล้านบาท และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ประมาณ 500 ล้านบาท ฉะนั้นดูตามเม็ดเงินแล้วถือว่าไม่ใช่น้อยๆ ที่ผ่านมาทำให้องค์กรเหล่านี้มักถูกโจมตีอยู่เสมอๆ ว่าเป็นองค์กรอิสระที่ไม่ถูกตรวจสอบบ้าง เป็นองค์กรที่แตะต้องไม่ได้บ้าง
e-ช้าน...คิดว่าสัญญาณในครั้งนี้ถึงเวลาที่องค์กรเหล่านี้ก็ควรใช้วิกฤตเป็นโอกาสด้วยการกวาดบ้านของตัวเองให้เรียบร้อย อุดช่องโหว่ให้แน่นๆ อนาคตจะได้ไม่ถูกอำนาจการเมืองหรืออำนาจลึกลับเข้ามาแทรกแซงอีก
ไม่เช่นนั้นประชาชนจะสูญเสียโอกาส และจะถูกนักการเมืองชี้นำปู้ยี่ปู้ยำโดยยัดแต่นโยบายหวังแลกคะแนนนิยม
...ถึงเวลานั้นใครก็ช่วยไม่ได้







