posttoday
การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด (ตอน 7)

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด (ตอน 7)

24 มิถุนายน 2558

โดย ...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

โดย ...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

ถ้าท่านเป็นนักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย ท่านก็ต้องวิเคราะห์กันอีกว่า ในช่วงภาวะเศรษฐกิจโลกแบบนี้จะส่งผลกระทบ ต่ออุตสาหกรรมในประเทศไทยอย่างไร นอกเหนือจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของไทย ซึ่งเมื่อเลือกอุตสาหกรรมที่ท่านคิดว่าน่าสนใจสัก 5-6 อุตสาหกรรมอย่างน้อย หลังจากนั้นก็ดูรายชื่อบริษัทต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมดังกล่าว แล้วก็เลือกสัก 2-3 บริษัท โดยเลือกผู้นำของอุตสาหกรรมนั้น แล้วเลือกเบอร์ 2 และเบอร์ 3 ของธุรกิจนั้น

หลังจากนั้นก็เริ่มกระบวนการ คัดเลือกให้เหลือเพียง 1 บริษัท ที่ราคาตลาดมีส่วนลดจากราคาตามปัจจัยพื้นฐานมากที่สุด (ส่วนราคาตามปัจจัยพื้นฐานมีวิธีการหาได้อย่างไร ผมจะมาพูดถึงวิธีการในตอนต่อๆ ไป) กระบวนการนี้เริ่มโดยนำรายงาน 56-1 และรายงานประจำปีมาอ่านของทั้ง 3 บริษัท ดูเหมือนต้องอ่านมากหน่อย ถ้าท่านอยากจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ท่านต้องทำได้ การที่อ่านรายงานของทั้ง 3 บริษัท นอกจากจะทำให้เข้าใจบริษัทที่ท่านอ่านมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ ของทางบริษัท ภาวการณ์ของธุรกิจช่วงที่ผ่านมาและในอนาคตอันใกล้ ปัจจัยต่างๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของบริษัท ปัญหาความขัดแย้งทางกฎหมายกับบุคคลภายนอก ซึ่งบางครั้งมีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทในอนาคต

อย่างเช่นปัญหาขัดแย้งของ BANPU กับบริษัท ศิวะงานทวี เรื่องโรงไฟฟ้าหงสา ที่อาจจะทำให้ BANPU ต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลถ้าแพ้คดี เป็นต้น และหลายๆ ครั้งจะพบว่ารายงานดังกล่าวที่ต้องอ่าน มีหลายบริษัทจะเขียนในแง่มุมของผู้บริหารของบริษัทนั้นๆ อาจจะมีอคติได้

แต่ถ้าท่านรายงานของทั้ง 3 บริษัท จะทำให้ท่านเห็นภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรมเลยทีเดียว ทำให้เข้าใจในอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การวิเคราะห์คาดการณ์ที่เป็นงานที่ท่านจะต้องทำต่อไปมีความ แม่นยำมากขึ้น ยิ่งถ้าบังเอิญงานที่นักลงทุนทำอยู่หรือท่านมีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรม นี้อยู่แล้ว ท่านก็จะได้เปรียบนักลงทุนรายอื่น

หลังจากนั้นผมก็จะเอางบการเงิน ย้อนหลังสัก 3 ปี เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าท่านขยันมากขึ้นอีกหน่อย เอางบการเงินย้อนหลังมาดู 5 ปีเลย จะทำให้ท่านเห็นแนวโน้มของรายการต่างๆ ในงบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารส่วนดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นการกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่งอาจจะมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวหรือคงที่ หรือการออกตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกู้ที่อาจจะออกมาหลายๆ งวด ระยะเวลาของหุ้นกู้แต่ละรุ่นอาจจะยาวไม่เท่ากัน รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เท่ากัน หรืออาจจะเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพที่ให้สิทธิผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้มีทางเลือก มากขึ้นจากการที่จะได้รับเพียงดอกเบี้ย เรายังมีสิทธิที่จะแปลงสภาพหุ้นกู้เหล่านี้เป็นหุ้นสามัญ เมื่อราคาตลาดของหุ้นสามัญของบริษัทนี้มีราคาสูงกว่าราคาตลาดพอสมควร

บริษัทที่ออกหุ้นกู้ประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะกำหนดบังคับให้ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้แปลงสภาพ เมื่อราคาตลาดสูงกว่าราคาแปลงสภาพระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าท่านไม่สามารถหาได้จากรายงานดังกล่าว ก็อาจจะสอบถามจากแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทนั้นๆ รวมทั้งการเข้าร่วมงาน OPP DAY เมื่อบริษัทดังกล่าวเข้าร่วม รวมทั้งติดตามบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารจากสื่อต่างๆ และอ่านบทวิเคราะห์ของบริษัทเหล่านี้จากโบรกเกอร์ต่างๆ ใน www.settrade.com เพราะว่าโดยปกตินักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ มีโอกาสได้เข้าพบพูดคุยกับผู้บริหารมากกว่านักลงทุนรายย่อย

แต่การอ่านบทวิเคราะห์ ท่านต้องสกรีนเอาข้อมูลที่เป็นจริง แต่ส่วนที่เป็นความเห็น ท่านควรจะพินิจพิเคราะห์ให้มากสักหน่อย เพราะว่านักวิเคราะห์บางรายก็ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นข้อสำคัญคือต้องแยกแยะเอาส่วนที่เป็นความจริงกับความเห็นออกมาจากบท วิเคราะห์นั้นๆ นอกจากนั้นการติดตามภาวะอุตสาหกรรมที่สนใจจากคำสัมภาษณ์ของนายกสมาคมของ อุตสาหกรรมนั้นๆ อย่างเช่น การที่ผมสนใจธุรกิจประกันชีวิตจากคำสัมภาษณ์ของนายกสมาคมประกันชีวิตเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว จนทำให้ผมลงทุนใน SCNYL (ชื่อในขณะนั้น ส่วนปัจจุบันชื่อ SCBLIF) ซึ่งสร้างผลตอบแทนแก่ผมมากกว่า 1,800% ภายในเวลาที่ถือครองหุ้นตัวนี้มา 7-8 ปี ส่วนงบการเงินสิ่งที่ต้องดูไม่ใช่แค่บรรทัดสุดท้ายหรือกำไรสุทธิ/หุ้น

สิ่งที่ท่านต้องดูคือทุกราย ละเอียดของงบการเงินนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ต้นทุนขาย ซึ่งทำให้ท่านสามารถเปรียบเทียบการเติบโตของยอดขาย ทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อนของบริษัททั้ง 3 และอัตรากำไรขั้นต้น เทียบปีต่อปีของบริษัทเดียวกัน และเทียบกันระหว่าง 3 บริษัท ดูว่าบริษัทไหนมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีกว่าและยังมียอดรายได้ที่โตขึ้นปีต่อ ปีมาตลอด 5 ปี บริษัทนี้เข้าเค้าน่าจะเป็นบริษัทที่น่าลงทุน

แต่ช้าก่อน เรายังมีขั้นตอนการสกรีนหุ้นที่จะลงทุนขั้นต่อไป โดยดูค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพื่อดูกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษีต่อยอดขายสุทธิ เช่นเดียวกัน บริษัทไหนที่มีอัตราส่วนนี้ดีขึ้นจากปีก่อน และดีกว่าบริษัทที่เหลือ บริษัทนั้นน่าสนใจที่สุด แต่ท่านควรตรวจสอบดูว่ามีรายการพิเศษบ้างไหม เช่น กำไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนหรือกำไร (ขาดทุน) จากราคาวัตถุดิบ หรือกำไรขาดทุนที่เกิดจากการขายทรัพย์สินหรือหุ้นของบริษัทในเครือหรือ บริษัทย่อย

ถ้ามีรายการพวกนี้ควรจะนำไปหัก ออกจากกำไรสุทธิแล้วควรจะบวกกลับภาษีที่เกิดขึ้นจากรายการเหล่านี้กลับเข้า ไป เพื่อจะได้กำไรปกติสุทธิ/หุ้น ซึ่งจะเป็นตัวที่เราจะนำมาใช้คำนวณหาอัตรากำไรสุทธิเทียบทั้งปีก่อนและเทียบ เคียงกันระหว่าง 3 บริษัท &O5532;

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค