
เมอร์สร้ายกว่าที่คิด
เหมือนโดนหมัดเสยเข้าปลายคางอย่างไรอย่างนั้น
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เหมือนโดนหมัดเสยเข้าปลายคางอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อกระทรวงสาธารณสุขแถลงข่าวโรคโคโรนาไวรัส 2012 หรือโรคเมิร์ส-โควี บุกเข้าไทยแล้ว
จากคำแถลงอย่างเป็นทางการ ผู้ป่วยรายนี้เป็นชาวตะวันออกกลาง อายุ 75 ปี เดินทางโดยเครื่องบินจากประเทศตะวันออกกลางมารักษาโรคหัวใจในโรงพยาบาลเอกชน จึงมีการส่งเสมหะตรวจในห้องปฏิบัติการและพบถึงการติดเชื้อ
หลังจากตรวจพบ ผู้ป่วยรายดังกล่าวถูกส่งเข้ารักษาที่สถาบันบำราศนราดูร
กระทรวงสาธารณสุขยังติดตามผู้ที่อยู่ใกล้ชิดรวม 59 คน ประกอบด้วยครอบครัว 3 คน ผู้ที่นั่งเครื่องบินแถวหน้า-หลังติดกัน ลูกเรือ เจ้าหน้าที่แพทย์-พยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน คนขับแท็กซี่ 2 คน
สำหรับครอบครัว 3 คน ซึ่งสัมผัสใกล้ชิดได้เชิญตัวมาไว้ที่สถาบันบำราศนราดูรแล้ว ส่วนคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่มีรายชื่อ รวมถึงเบอร์ติดต่อ ซึ่งจะสอบถามอาการทุกวัน
ทั้งหมดจึงต้องไปวัดดวงกันในอีก 14 วันข้างหน้าว่าเป็นอย่างไร และภาวนาอย่าให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
สาเหตุเพราะจำนวนผู้ที่เข้าข่ายต้องเฝ้าระวังอาจมากกว่า 59 คน โดยเกิดข้อสงสัยทำนองว่าผู้ป่วยรายนี้เดินทางเข้าเมืองไทยไปโน่นมานี่ก่อนที่อาการป่วยกำเริบจนเข้ารักษาตัวเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.หรือไม่
ในคำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขก็ชวนให้สงสัย โดยระบุว่า ผู้ใกล้ชิดที่เฝ้าระวังมีคนขับแท็กซี่ด้วย 2 คน เท่ากับว่าผู้ป่วยไม่ได้ลงจากเครื่องบินแล้วตรงเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลทันที เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องใช้คนขับแท็กซี่เพียงคนเดียว ไม่ใช่ 2 คน อย่างที่กำลังเฝ้าระวัง
แต่เอาเถอะ จะเป็นอย่างไร ขอให้ติดตาม ควบคุมให้ดี
ความรุนแรงของเมิร์สไม่เพียงแต่เสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพเท่านั้น แต่จะกระทบต่อเศรษฐกิจ หัวจะทิ่มทันที ยิ่งกว่าผีซ้ำดํ้าพลอย
ตัวอย่างที่เห็นมาแล้วจากการระบาดของโรคซาร์สที่อาละวาดไปทั่วโลกช่วงปี 2546 และส่งผลกระทบไม่เพียงการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ที่คนหยุดเที่ยว หยุดช็อป หยุดออกจากบ้านไปยังสถานที่ชุมชนหนาแน่น
การท่องเที่ยวในช่วงนั้นลมจับ เศรษฐกิจก็หดตัว
เมอร์ส จึงร้ายแรงกว่าที่คิด







