หุ้นแกว่งรอปัจจัยใหม่
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ตลาดหุ้นช่วงนี้ยังคงผันผวนตามตัวแปรเดิมๆ อันได้แก่ ปัญหาหนี้กรีซ การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยเฟด และผลประชุมกนง.ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้
ดัชนีหุ้นจะแกว่งออกด้านข้าง โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 1520 และ 1530 จุด ตามลำดับ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1500, 1490 และ 1480 จุด ตามลำดับ
เมื่อวันศุกร์ กรีซซื้อเวลาด้วยการขอเลื่อนการชำระคืนหนี้เป็นวันที่ 30 มิ.ย.นี้ กดดันตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลง 0.9% ดาวโจนส์ลบ 0.3% แม้ว่าข้อมูลจ้างงานสหรัฐจะแข็งแกร่งเกินคาดก็ตาม
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐเพิ่มขึ้น 280,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. จาก 221,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย. ขณะที่อัตราการว่างงานขยับขึ้นสู่ 5.5% จาก 5.4% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 7 ปี
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ทบทวนตัวเลขการจ้างงานในเดือนมี.ค. โดยปรับเพิ่มขึ้นเป็น 119,000 ตำแหน่ง จากที่เคยรายงานก่อนหน้านี้ว่าเพิ่มขึ้นเพียง 85,000 ตำแหน่ง
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเผชิญแรงเทขาย ราคาพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ร่วง ดันบอนด์ยีลดีดขึ้นสู่ 2.44% ในวันศุกร์ สูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.57 เทียบกับ 2.352 % ในวันก่อนหน้า
การเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสหรัฐที่พุ่งขึ้นในเดือนพ.ค. ได้เพิ่มความเป็นไปได้ที่เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ สวนทางกับคำแนะนำของ IMF ที่แนะให้เฟดชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป เป็นในครึ่งแรกของปี 59 หลัง IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ เหลือโต 2.5% จากการคาดการณ์เดือนเม.ย.ที่ 3.1% และประเมินว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเกินจริง
ขณะที่ปัญหาหนี้กรีซยังคงกดดันตลาดการเงินทั่วโลก แต่ตลาดหุ้นไทยกลับดีดสวนในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ด้านน้ำมันดิบเบรนท์ปิดบวก 1.28 ดอลลาร์ ที่ 63.31 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังโอเปกมีมติคงโควต้าการผลิตน้ำมันที่ระดับ 30 ล้านบาร์เรลต่อวันต่อไปอีก 6 เดือน ในการประชุมเมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากรายงานของเบเกอร์ ฮิวจ์ ที่ระบุว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 29 พ.ค. ลดลง 13 แห่ง สู่ระดับ 646 แห่ง
ด้านการประชุมกนง.ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ ส่วนใหญ่ประเมินว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ส่วนหนึ่งมองว่า อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันเหมาะสมแล้ว มิได้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นเศรษฐกิจ การปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีประสิทธิผลจำกัดต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่จะเพิ่มความเสี่ยงด้านอื่น โดยเฉพาะส่งเสริมการเก็งกำไร
บ้างก็มองว่า กนง.จะรอดูผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งก่อนหน้านี้ก่อน ค่อยพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป
ความเห็นเหล่านี้ล้วนน่ารับฟัง แต่ยังคงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่กนง. อาจเซอร์ไพร์สลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจาก เศรษฐกิจยังคงมีแนวโน้มฟื้นช้ากว่าที่ประเมิน และเงินเฟ้อเสี่ยงสูงที่จะหลุดต่ำกว่ากรอบเงินเฟ้อ ขณะที่การกระตุ้นจากนโยบายการคลัง โดยเฉพาะการเร่งรัดเมกะโปรเจคยังทำได้ล่าช้ากว่าแผน การลดอกเบี้ยยังส่งผลให้บาทอ่อนค่าลง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นภาคส่งออกที่มีขนาด 2 ใน 3 ของ GDP บ้านเราด้วย
ในแง่ตลาดหุ้น จะตอบรับเชิงบวกหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะในหุ้นที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ย เช่น หุ้นลิสซิ่ง อิเล็กทรอนิกส์ส่งออก อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
ในส่วนของหุ้นธนาคาร อาจถูกกระทบจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่จะแคบลงในระยะสั้น อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหา NPL ในอนาคต ผลลบระยะสั้นต่อหุ้นธนาคารจึงมีจำกัด
ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับลงแรง สะท้อนปัจจัยลบในช่วง 2 เดือนเศษที่ผ่านมาไปค่อนข้างเยอะแล้ว โดยเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่หดตัว สวนทางกับ NPL ที่ไต่สูงขึ้น การตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มเติม การขยายสินเชื่อยังห่างเป้า จนนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไร และมูลค่าหุ้นเป้าหมายหลายระลอก
ราคาหุ้นธนาคารส่วนใหญ่ลงมาซื้อขายกันที่ค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่า หลายหุ้นให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเกิน 4.5% การปรับฐานราคาของหุ้นกลุ่มนี้จึงน่าจะเป็นโอกาสของการซื้อ โดยเฉพาะ KBANK KTB และ TISCO
นอกจากนั้น ยังมีหุ้นที่ธุรกิจมีแนวโน้มดี เช่นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ AOT หุ้นรับเหมาฯ อย่าง CK STEC SEAFCO ที่ได้แรงหนุนจากความคืบหน้าของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
ด้านหุ้นโรงกลั่น/ปิโตรเคมีต่างได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นน้ำมัน และสเปดปิโตรเคมีที่กว้างขึ้น ชอบ BCP PTTGC TOP การปรับฐานของตลาดหุ้นจะเปิดโอกาสให้สะสมหุ้นเหล่านี้ช่วงย่อตัว
พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







