
หนี้กรีซป่วนตลาดระยะสั้น
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ปัญหาหนี้กรีซยังคงสร้างความวิตกต่อตลาดการเงินทั่วโลก ก่อนถึงกำหนดชำระหนี้งวดต่อไปให้กับ IMF ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้
ความเชื่อมั่นต่อกรีซดูย่ำแย่ลงหลังจากมีรายงานข่าวว่า ปริมาณเงินฝากในธนาคารของกรีซได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี กดดันให้ธนาคารรายใหญ่ 2 แห่งของกรีซต้องพึ่งพาการระดมทุนจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) มากขึ้น
หากกรีซผิดนัดชำระหนี้ จนนำไปสู่การถอนตัวออกจากยูโรโซน ย่อมสร้างความผันผวนระยะสั้น และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ ECB โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน อย่างไรก็ดี ขนาดของผลกระทบยังอยู่ในระดับที่ ECB รับมือได้
ECB ถือครองพันธบัตรกรีซจากการเข้าซื้อในตลาดรอง โดยมีมูลค่าหน้าตั๋วราว 1.8 หมื่นล้านยูโร หรือคิดเป็น 0.2% ของ GDP ยูโรโซน นอกจากนั้น ECB ยังปล่อยกู้เสริมสภาพคล่องให้ธนาคารในกรีซอีก 3.85 หมื่นล้านยูโร หรือคิดเป็น 0.4% ของ GDP ยูโรโซน รวมแล้ว ECB อาจขาดทุน 5.65 หมื่นล้านยูโร หรือคิดเป็น 0.6% ของ GDP ยูโรโซน
นอกจากนั้น กรีซยังสามารถขอเลื่อนการชำระหนี้ IMF ไปได้อีกระยะหนึ่ง เพื่อให้มีเวลาเจรจาต่อรองกับประเทศเจ้าหนี้
สรุปว่า ECB ยังสามารถรับมือปัญหาหนี้กรีซได้ และ 5 มิ.ย.นี้ ยังไม่ใช่เส้นตาย
นอกเหนือจากเรื่องหนี้กรีซ ตลาดการเงินยังให้ความสนใจตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งจะมีผลต่อการคาดการณ์จังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด
เมื่อวันศุกร์มีรายงาน GDP สหรัฐหดตัว 0.7% ในไตรมาสแรก จากที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าขยายตัว 0.2% เนื่องจากภาวะอากาศที่หนาวเย็นผิดปกติ และการแข็งค่าของดอลลาร์ ส่งผลกระทบต่อการบริโภค
อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า จีดีพีจะหดตัว 1% ในไตรมาสแรก และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสหลายรายการก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์และนักลงทุนจึงมองว่าเฟดน่าจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงท่าทีต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ในสัปดาห์นี้จะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดัชนี ISM ภาคการผลิตและภาคบริการ รายงาน Beige Book ของเฟด รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ซึ่งอาจสะท้อนมุมมองที่มีต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ
หุ้นพลังงานโน้มเหวี่ยงตามราคาน้ำมันโลก น้ำมันเบรนท์พุ่งเกือบ 3 ดอลลาร์ มาปิดที่ 65.56 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันศุกร์ หลังมีรายงานผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐลดการขุดเจาะน้ำมันลงอย่างมากในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับอุปทานล้นตลาดลงไปได้
รายงานจากเบเกอร์ ฮิวจส์ อิงค์ ระบุว่าจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐลดลง 13 แท่น มาอยู่ที่ 646 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2553
ตลาดน้ำมันยังจับตาการประชุมของกลุ่มโอเปก 5 มิ.ย.นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าโอเปกจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ
วกกลับมาในประเทศ ธุรกิจการบินโดยเฉพาะ AOT ได้ข่าวดี หลังรมว.คมนาคมเผยว่า กรมการบินพลเรือนญี่ปุ่น(JCAB) ผ่อนปรนให้สายการบินของไทยทำการบินภายใต้เงื่อนไขเดิมโดยไม่มีกำหนด ส่งผลให้สายการบินประจำและเช่าเหมาลำของไทยยังทำการบินไปยังญี่ปุ่นได้ตามปกติภายใต้เงื่อนไข MOU เดิม
ขณะที่หุ้นรับเหมาฯ ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนได้แรงหนุนจากความคืบหน้าในการเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรถไฟไทย-ญี่ปุ่น ไทย-จีน รวมถึงรถไฟฟ้ากรุงเทพ-ปริมณฑล
ช่วงต้นสัปดาห์นี้ จะมีรายงานเงินเฟ้อของไทยในเดือนพ.ค. ซึ่งถูกคาดหมายว่า จะเป็นตัวเลขที่ติดลบต่อเนื่องจากต้นปี เมื่อพิจารณาประกอบกับความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่าประมาณการมาก ทำให้มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ กนง.จะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 3 ในการประชุมวันที่ 10 มิ.ย.
สรุปว่า ความปั่นป่วนจากหนี้กรีซ รวมถึง Valuation หุ้นไทยที่จะยังไม่ถูก จะกดดันตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น อย่างไรก็ดี สภาพคล่องท่วมทั้งในและต่างประเทศจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านล่าง ขณะที่มีการปรับนโยบายการเงิน การคลัง และอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยแล้ว แม้จะต้องใช้เวลาอีก 3-6 เดือนขึ้นไป ก่อนจะเริ่มเห็นผลก็ตาม
ดัชนีหุ้นไทยจึงมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 1480-1520 จุด เพื่อรอปัจจัยกระตุ้นตลาดใหม่ๆ ระหว่างนี้จึงต้องใช้กลยุทธ์ “ขึ้นขาย ลงซื้อ” และยังสามารถเลือกซื้อหุ้นรายตัวได้
พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







