posttoday
การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ตอนที่ 2

การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ตอนที่ 2

20 พฤษภาคม 2558

โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์

โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์   

เมื่อสัปดาห์ก่อน  ผมพูดถึง 2 ข้อแรกของการเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาดว่า

1.ต้องประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้าลงทุนและการ EXIT
2. วิธีเลือกหุ้น  ซึ่งผมพูดถึงการลงทุนเลียนแบบนักลงทุนที่มีชื่อเสียง 

สัปดาห์นี้เรามาดูว่าวิธีการเลือกหุ้นของผม ผมทำอย่างไรบ้าง  ก่อนอื่นผมไม่ได้เป็นนักลงทุนแบบ VI เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์  เพราะว่าการลงทุนของผมมีการผสมผสานระหว่างการใช้วิเคราะห์แบบปัจจัยพื้นฐาน ( Fundamental Analysis ) ซึ่งนักลงทุน VI ทั้งหลายจัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน  และการใช้การวิเคราะห์แบบเทคนิค ( Technical Analysis )  หรือการใช้กราฟเป็นเครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์  Timing ของการซื้อหรือขายหุ้นที่สนใจเหล่านี้  ซึ่งผมนิยามตัวผมเองว่าเป็นนักลงทุนแบบ SVI ( Strategies Value Investor ) ไม่ใช่ใบ้หุ้น SVI นะครับ เดี๋ยวเข้าใจผิด 

แต่เห็นเด็กรุ่นนี้เขาเรียกนักลงทุนประเภทนี้ว่า Hybrid Investor  จะเรียกชื่ออะไรก็เอาเหอะ  สำคัญจริงๆอยู่ที่แนวทางวิธีการวิเคราะห์ของนักลงทุนแต่ละท่าน  โดยการเลือกหุ้นที่จะลงทุนของผมส่วนใหญ่ จะเริ่มจากการ วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก่อน  เมื่อเลือกได้แล้ว ค่อยเอาการวิเคราะห์ทางเทคนิค  โดยใช้กราฟมาดูว่า ณ ราคาตลาดในช่วงนั้นๆ มีความเหมาะสมอย่างไร  สมมติว่า ผมคัดหุ้นออกมาได้ตัวหนึ่ง  โดยมีราคาเหมาะสมที่ 10 บาท  แต่ปัจจุบันราคาตลาดอยู่ที่ 7 บาท 

ถ้าเป็นนักลงทุนแบบ VI บางท่านอาจจะเข้าซื้อทีเดียวเลย  เพราะเห็นว่ามีส่วนต่างจากราคาที่เหมาะสมถึง 3 บาท  หรือ 30%  แล้ว  แต่ผมต้องขอดูกราฟประกอบการตัดสินใจเสียก่อน  ถ้ากราฟแสดงให้เห็นแล้วว่า  หุ้นตัวนี้ยังอยู่ในขาลง แล้วยังมีโอกาสลงต่อได้อีก  ผมก็จะไม่รีบร้อนที่จะซื้อ  หรืออาจจะแหย่เข้าไปนิดหน่อย  แล้วค่อยๆทยอยรับซื้อเรื่อยๆในช่วงที่หุ้นมีราคาลดลง  แล้วก็ติดตามดูกราฟประกอบไปเรื่อยๆ  ว่าแนวรับที่แข็งแกร่งของหุ้นตัวนี้อยู่ที่เท่าไหร่ 

สมมติว่า ดูกราฟแล้ว ราคาที่ 6.30 บาท เป็นแนวรับที่แข็งแกร่งมาก  ผมอาจจะเทหมดหน้าตัก ซื้อตรงแถวๆ 6.30-6.50 บาทเลยทีเดียว  แต่ถ้าผมมองว่าภาวะตลาดหุ้นโดยรวมยังอยู่ในขาลง และ ยังมีโอกาสลงไปได้อีกมาทีเดียว  ผมก็อาจจะซื้อไม่หมด 100% ของจำนวนที่ตั้งใจจะซื้อ  และก็อาจจะไม่ได้เริ่มซื้อตั้งแต่ช่วงที่หุ้นตัวนี้อยู่ที่ 7 บาทเสียด้วยซ้ำ 

ผมอาจจะเริ่มมารับซื้อในช่วงราคา 6.30-6.50  เพียง 30-50 % ของจำนวนหุ้นที่ตั้งใจจะซื้อเท่านั้น  เพราะว่าช่วงตลาดขาลงหุ้นดีหรือหุ้นเลวจะลงกันหมดทุกตัว  แต่หุ้นดีๆอาจะลงน้อยหน่อย  ขณะที่หุ้นเลวๆ อาจจะลงมากหน่อย  แล้วเก็บ 50-70% ของเงินที่เหลือไว้ทยอยรับ ช่วงที่หุ้นดังกล่าวลงมาอีก  เพราะว่าจากประสบการณ์การลงทุนกว่า 20 ปีของผม บอกว่าหุ้นที่ว่าถูกแล้วจะมีถูกกว่า แนวรับที่แข็งแกร่งพร้อมจะทะลุลงต่อได้อีก 

ดังนั้นจึงมีสุภาษิต 2 บทที่ผมเขียนตัวใหญ่ๆเตือนใจไว้ ที่บอร์ดหน้าโต๊ะทำงานของผมว่า “ น้ำเชี่ยว  อย่าเอาเรือไปขวาง”  และ”อย่าไปรับมีดที่กำลังตกลงมา” ให้ทำตัวเป็นมูลนิธิ ปอเต็กตึ้ง  หรือ มูลนิธิร่วมกตัญญู  คือคอยเก็บศพลูกเดียว  หมายถึงเวลาที่นักลงทุนในตลาดบาดเจ็บสาหัส แล้วก็เป็นช่วงที่เหยี่ยวตัวนี้จะถลาลม  จ้องจิกเหยื่อเบื้องล่าง  แต่การที่คุณจะมีสภาพคล่องเหลือใช้ในช่วงนั้นหรือเปล่า  ก็อยู่กับวิธีการลงทุนและประสบการณ์ในการลงทุนด้วย  เพราะว่า ถ้าคุณมีสภาพคล่องเหลือน้อย หรือไม่มีเลย  เพราะว่าคุณเป็นนักลงทุนสไตล์ลงทุน 100% ตลอดเวลา  เวลาตลาดหุ้นขาลง  คุณก็จะไม่มีกระสุนเหลืออยู่เลย 

ลองคิดดูสิครับ  ช่วงที่ SET INDEX อยู่ที่ 924.70  ในเดือนพฤศจิกายน 2550  แล้วไหลลงมาตลอดจนไปต่ำสุดที่ 380.05 จุด เมื่อเดือน พฤศจิกายนเช่นกัน แต่เป็นปี 2551 แค่เพียงปีเดียว ตลาดหุ้นไทยตกลงถึง 544.65 จุด หรือคิดเป็น 58.90% เลยทีเดียว  ลงแบบอำมหิตจริงๆ 

เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วง Hamburger Crisis เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกา  แล้วลามไปทั่วโลก  ถ้าช่วงนั้นมีสภาพคล่องเหลืออยู่มาก คงมีความสุขมากเหมือน ที่ท่าน Warren Buffet ปรมาจารย์ของเหล่า VI  ที่บอกว่า เหมือนกับได้ไปเต้นรำในงานรื่นเริงอะไรทำนองนั้น  แต่ถ้าช่วงนั้นท่านไม่มีสภาพคล่องเหลือยู่เลย  เพราะลงทุน 100% ตลอดเวลา หรือมีสภาพคล่องเหลือน้อย ท่านก็จะมีเงินที่จะไปช้อนซื้อหุ้นดีๆ ที่ตกลงตามสภาวะตลาดช่วงนั้นได้ไม่มาก 

การบริหารสภาพคล่องและการกำหนดสัดส่วนสภาพคล่องในภาวการณ์ต่างๆ เป็นอะไรที่แนะนำกันยากจริงๆ  เพราะว่าต้องใช้ศาสตร์ และศิลป์ รวมทั้งประสบการณ์การลงทุนยาวนาน  มาบริหารจัดการ ตัวผมเองถึงแม้จะมีประสบการณ์การลงทุนมายาวนาน  ในบางวิกฤติ ผมก็มีสภาพคล่องเหลือไม่มากเช่นกัน ในช่วงตลาดลงมาใกล้ Bottom นี่แหละครับ สอดคล้องกับคำพังเพยที่ว่า “กิ้งกือเดินตกท่อ” เนื้อที่หมดแล้วเรามาคุยกันต่อ เรื่องนี้ในสัปดาห์หน้ากันครับ 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค