
การเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด ตอนที่ 2
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมพูดถึง 2 ข้อแรกของการเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาดว่า
1.ต้องประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้าลงทุนและการ EXIT
2. วิธีเลือกหุ้น ซึ่งผมพูดถึงการลงทุนเลียนแบบนักลงทุนที่มีชื่อเสียง
สัปดาห์นี้เรามาดูว่าวิธีการเลือกหุ้นของผม ผมทำอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นผมไม่ได้เป็นนักลงทุนแบบ VI เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าการลงทุนของผมมีการผสมผสานระหว่างการใช้วิเคราะห์แบบปัจจัยพื้นฐาน ( Fundamental Analysis ) ซึ่งนักลงทุน VI ทั้งหลายจัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน และการใช้การวิเคราะห์แบบเทคนิค ( Technical Analysis ) หรือการใช้กราฟเป็นเครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์ Timing ของการซื้อหรือขายหุ้นที่สนใจเหล่านี้ ซึ่งผมนิยามตัวผมเองว่าเป็นนักลงทุนแบบ SVI ( Strategies Value Investor ) ไม่ใช่ใบ้หุ้น SVI นะครับ เดี๋ยวเข้าใจผิด
แต่เห็นเด็กรุ่นนี้เขาเรียกนักลงทุนประเภทนี้ว่า Hybrid Investor จะเรียกชื่ออะไรก็เอาเหอะ สำคัญจริงๆอยู่ที่แนวทางวิธีการวิเคราะห์ของนักลงทุนแต่ละท่าน โดยการเลือกหุ้นที่จะลงทุนของผมส่วนใหญ่ จะเริ่มจากการ วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก่อน เมื่อเลือกได้แล้ว ค่อยเอาการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยใช้กราฟมาดูว่า ณ ราคาตลาดในช่วงนั้นๆ มีความเหมาะสมอย่างไร สมมติว่า ผมคัดหุ้นออกมาได้ตัวหนึ่ง โดยมีราคาเหมาะสมที่ 10 บาท แต่ปัจจุบันราคาตลาดอยู่ที่ 7 บาท
ถ้าเป็นนักลงทุนแบบ VI บางท่านอาจจะเข้าซื้อทีเดียวเลย เพราะเห็นว่ามีส่วนต่างจากราคาที่เหมาะสมถึง 3 บาท หรือ 30% แล้ว แต่ผมต้องขอดูกราฟประกอบการตัดสินใจเสียก่อน ถ้ากราฟแสดงให้เห็นแล้วว่า หุ้นตัวนี้ยังอยู่ในขาลง แล้วยังมีโอกาสลงต่อได้อีก ผมก็จะไม่รีบร้อนที่จะซื้อ หรืออาจจะแหย่เข้าไปนิดหน่อย แล้วค่อยๆทยอยรับซื้อเรื่อยๆในช่วงที่หุ้นมีราคาลดลง แล้วก็ติดตามดูกราฟประกอบไปเรื่อยๆ ว่าแนวรับที่แข็งแกร่งของหุ้นตัวนี้อยู่ที่เท่าไหร่
สมมติว่า ดูกราฟแล้ว ราคาที่ 6.30 บาท เป็นแนวรับที่แข็งแกร่งมาก ผมอาจจะเทหมดหน้าตัก ซื้อตรงแถวๆ 6.30-6.50 บาทเลยทีเดียว แต่ถ้าผมมองว่าภาวะตลาดหุ้นโดยรวมยังอยู่ในขาลง และ ยังมีโอกาสลงไปได้อีกมาทีเดียว ผมก็อาจจะซื้อไม่หมด 100% ของจำนวนที่ตั้งใจจะซื้อ และก็อาจจะไม่ได้เริ่มซื้อตั้งแต่ช่วงที่หุ้นตัวนี้อยู่ที่ 7 บาทเสียด้วยซ้ำ
ผมอาจจะเริ่มมารับซื้อในช่วงราคา 6.30-6.50 เพียง 30-50 % ของจำนวนหุ้นที่ตั้งใจจะซื้อเท่านั้น เพราะว่าช่วงตลาดขาลงหุ้นดีหรือหุ้นเลวจะลงกันหมดทุกตัว แต่หุ้นดีๆอาจะลงน้อยหน่อย ขณะที่หุ้นเลวๆ อาจจะลงมากหน่อย แล้วเก็บ 50-70% ของเงินที่เหลือไว้ทยอยรับ ช่วงที่หุ้นดังกล่าวลงมาอีก เพราะว่าจากประสบการณ์การลงทุนกว่า 20 ปีของผม บอกว่าหุ้นที่ว่าถูกแล้วจะมีถูกกว่า แนวรับที่แข็งแกร่งพร้อมจะทะลุลงต่อได้อีก
ดังนั้นจึงมีสุภาษิต 2 บทที่ผมเขียนตัวใหญ่ๆเตือนใจไว้ ที่บอร์ดหน้าโต๊ะทำงานของผมว่า “ น้ำเชี่ยว อย่าเอาเรือไปขวาง” และ”อย่าไปรับมีดที่กำลังตกลงมา” ให้ทำตัวเป็นมูลนิธิ ปอเต็กตึ้ง หรือ มูลนิธิร่วมกตัญญู คือคอยเก็บศพลูกเดียว หมายถึงเวลาที่นักลงทุนในตลาดบาดเจ็บสาหัส แล้วก็เป็นช่วงที่เหยี่ยวตัวนี้จะถลาลม จ้องจิกเหยื่อเบื้องล่าง แต่การที่คุณจะมีสภาพคล่องเหลือใช้ในช่วงนั้นหรือเปล่า ก็อยู่กับวิธีการลงทุนและประสบการณ์ในการลงทุนด้วย เพราะว่า ถ้าคุณมีสภาพคล่องเหลือน้อย หรือไม่มีเลย เพราะว่าคุณเป็นนักลงทุนสไตล์ลงทุน 100% ตลอดเวลา เวลาตลาดหุ้นขาลง คุณก็จะไม่มีกระสุนเหลืออยู่เลย
ลองคิดดูสิครับ ช่วงที่ SET INDEX อยู่ที่ 924.70 ในเดือนพฤศจิกายน 2550 แล้วไหลลงมาตลอดจนไปต่ำสุดที่ 380.05 จุด เมื่อเดือน พฤศจิกายนเช่นกัน แต่เป็นปี 2551 แค่เพียงปีเดียว ตลาดหุ้นไทยตกลงถึง 544.65 จุด หรือคิดเป็น 58.90% เลยทีเดียว ลงแบบอำมหิตจริงๆ
เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วง Hamburger Crisis เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกา แล้วลามไปทั่วโลก ถ้าช่วงนั้นมีสภาพคล่องเหลืออยู่มาก คงมีความสุขมากเหมือน ที่ท่าน Warren Buffet ปรมาจารย์ของเหล่า VI ที่บอกว่า เหมือนกับได้ไปเต้นรำในงานรื่นเริงอะไรทำนองนั้น แต่ถ้าช่วงนั้นท่านไม่มีสภาพคล่องเหลือยู่เลย เพราะลงทุน 100% ตลอดเวลา หรือมีสภาพคล่องเหลือน้อย ท่านก็จะมีเงินที่จะไปช้อนซื้อหุ้นดีๆ ที่ตกลงตามสภาวะตลาดช่วงนั้นได้ไม่มาก
การบริหารสภาพคล่องและการกำหนดสัดส่วนสภาพคล่องในภาวการณ์ต่างๆ เป็นอะไรที่แนะนำกันยากจริงๆ เพราะว่าต้องใช้ศาสตร์ และศิลป์ รวมทั้งประสบการณ์การลงทุนยาวนาน มาบริหารจัดการ ตัวผมเองถึงแม้จะมีประสบการณ์การลงทุนมายาวนาน ในบางวิกฤติ ผมก็มีสภาพคล่องเหลือไม่มากเช่นกัน ในช่วงตลาดลงมาใกล้ Bottom นี่แหละครับ สอดคล้องกับคำพังเพยที่ว่า “กิ้งกือเดินตกท่อ” เนื้อที่หมดแล้วเรามาคุยกันต่อ เรื่องนี้ในสัปดาห์หน้ากันครับ







