
หลากหลายช่องทาง สร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจีน
โดย...รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
โดย...รัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ. แอสเซท พลัส
ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นเกือบ 100% ใน 1 ปี จากการที่จีนเริ่มดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่หนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง (Shanghai-Hong Kong Stock Connect) ตั้งแต่ พ.ย. 57 ที่เปิดให้ผู้ลงทุนต่างประเทศเข้าลงทุนโดยตรงในตลาดหุ้นจีนได้สร้างความคึกคักให้ตลาดอย่างมาก และทำให้ในระยะสั้นตลาดหุ้นจีนอาจผันผวนตามประสาตลาดเกิดใหม่ที่มีสัดส่วนของผู้ลงทุนรายย่อยสูง
อย่างไรก็ตาม ผมมองว่า ตลาดหุ้นจีนยังมีความน่าสนใจแม้ราคาจะปรับขึ้นมาค่อนข้างสูงแล้ว เพราะรัฐบาลจีนจริงจังกับการปฏิรูปเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน นโยบาย QE จะช่วยนำจีนให้ผ่านพ้นเศรษฐกิจชะลอตัวในระยะสั้น ตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้นจะช่วยให้ผู้คนมั่งคั่งและช่วยให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ที่สนใจลงทุนกับการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจจีนอาจเลือกลงทุนได้หลายช่องทาง เช่น ลงทุนในกองทุน ETF ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีตลาดหุ้นจีน ซึ่งสามารถเลือกดัชนีที่กระจายความเสี่ยงดีและมีหุ้นหลายตัวเป็นส่วนประกอบ โดยในเดือน พ.ค. นี้ บลจ.แอสเซท พลัส มีแผนจะเปิดตัวกองทุนใหม่ที่ลงทุนใน ETF ดังกล่าวเพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงตลาดหุ้นจีนได้โดยตรง
อีกทางเลือกคือ การลงทุนผ่านตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียน 3 กลุ่ม คือ 1)บริษัทในจีนที่จดทะเบียนทั้งในตลาดหุ้นฮ่องกง (H-Share) และตลาดหุ้นจีน (A-Share) ซึ่งปัจจุบันราคาซื้อขายหุ้น H-Share ถูกกว่า A-Share ถึง 25% 2)บริษัทจีนทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็กที่จดทะเบียนเฉพาะในตลาดฮ่องกง และ 3)บริษัทข้ามชาติอื่นๆ ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดหุ้นฮ่องกงซื้อขายกันที่ P/E 13.23 เท่า ซึ่งโดยรวมตลาดยังไม่แพงเกินไปนัก และผมมองว่า ความต้องการลงทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงจากผู้ลงทุนจีนยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก เห็นได้จากการที่รัฐบาลจีนเปิดให้กองทุนรวมใช้โควตา Stock Connect เข้าลงทุนในฮ่องกงเมื่อช่วงก่อนสงกรานต์ซึ่งโควต้ารายวันถูกใช้หมดอย่างรวดเร็วและทำให้มูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกงพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 8 ปี อีกทั้งกองทุนรวมต่างๆ ยังเริ่มออกกองทุนใหม่เพื่อมุ่งลงทุนในตลาดดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้ราคา H-Share ซึ่งยังถูกกว่า ถูกกว่า A-Share มีโอกาสขยับขึ้นไปอีก และจะส่งผลให้ดัชนี Hang Seng (HSI) ที่มีสหสัมพันธ์กับดัชนี H-Share สูงกว่า 80% ได้ประโยชน์ไปด้วย ดังนั้น การลงทุนกับกองทุน ETF ที่เน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี HSI จึงเป็นทางอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ลงทุนอาจเลือกลงทุนกับกองทุน ASP-HSI ได้
กองทุนรวมที่ลงทุนเชิงรุก (Active Fund) ก็เป็นอีกทางเลือก ยิ่งถ้ากองทุนนั้นเลือก Theme ลงทุนและเลือกหุ้นรายตัวถูกต้องก็จะยิ่งสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนเชิงรับ โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดหุ้นจีนยังผันผวน ซึ่งผมมองว่า หุ้นที่น่าจะสร้างผลตอบแทนโดดเด่นคือ “หุ้นในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy)” ที่ปัจจัยพื้นฐานดี มีการเติบโตของผลกำไรสูง และจะได้ประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจีนไปสู่ “เศรษฐกิจใหม่” ที่เน้นการบริโภคภาคเอกชน และให้ความสำคัญกับภาคบริการ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ซึ่งจีนเป็นตลาดที่ประชากรจีนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวางและมีการใช้จ่ายออนไลน์สูงเทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Discretionary) อย่างรถยนต์และสินค้าแบรนด์เนมซึ่งเติบโตสูงจากการจับจ่ายใช้สอยของชนชั้นกลางจีนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มกลับมาน่าสนใจหลังจากราคาปรับลงมาต่อเนื่อง รัฐบาลมีการผ่อนปรนนโยบายที่เข้มงวดลงและอัตราดอกเบี้ยปรับลง โดย กองทุน ASP-China เป็นหนึ่งในทางเลือกที่เน้นลงทุนกับเศรษฐกิจใหม่ผ่านกองทุนหลัก E.I. Sturdza Funds PLC:Strategic China Panda Fund ที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนชาวจีนซึ่งเชี่ยวชาญการเลือก theme และเลือกหุ้นเด่นเป็นรายตัวซึ่งจะเป็นโอกาสเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนได้ครับ
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล นโยบายการลงทุน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุน ASP-HSI และกองทุน ASP-China มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน เนื่องจากกองทุนมิได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนจึงอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ สอบถามข้อมูลและรับหนังสือชี้ชวนที่ Asset Plus Call Center 0 2672 1111







