
การเลือกหุ้นในช่วงไตรมาส 2
โดย..เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
โดย..เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
การดีดกลับของตลาดหุ้นไทยเริ่มเกิดขึ้นในช่วงระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุผลที่แท้จริงก็เนื่องจากการที่ราคาหุ้นก่อนหน้านี้ มีการปรับตัวลดลงมามาก เพราะฉะนั้น การดีดกลับที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นเรื่องของราคาตลาดที่ลงมาเร็วหรือแรง เหตุผลที่ประเมินเช่นนี้ เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า ปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศ ค่อนข้างทรงตัวและสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ ไม่มีประเด็นใหม่ๆ เข้ามา กระทบเพิ่มเติม ?
คำถามที่ ต้องประเมินกันก็คือ จะเกิดอะไรขึ้นในช่วงหลังจากนี้ไป โดยเฉพาะหลังวันหยุดยาวของไทยเนื่องจากเทศกาลมหาสงการณ์ ก่อนอื่นต้องมาประเมินก่อนว่า การพิจารณาลงทุนหุ้นเป็นรายตัว ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกรณีย้อนเหตุการณ์ในปี 2557 เราจะพบว่า มีการเพิ่มขึ้นของหุ้นขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่อาจจะอยู่ในตลาด MAI จนทำให้มีหลายท่านกังวลเรื่องราคาตลาดที่แพงเกินไป PE ในระดับ 60-100 เท่ากลายเป็นเรื่องธรรมดา และในที่สุด ราคาก็มีการปรับตัวลดลง และการที่ราคาตลาดหุ้นแพงเกินไป นั้นก็คือ เหตุผลที่ทำให้ SET INDEX มีการปรับตัวลดลง จาก 1620 ลงมา และเมื่อราคาลงมา PE ก็ปรับตัวลดลงโดยปริยาย
แต่เมื่อมาพิจารณาการเคลื่อนไหวของหุ้นเป็นรายตัว จะพบว่า ยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่ ราคาตลาดยังไม่ลงมา โดยเฉพาะกรณีเราใช้อัตราส่วนทางการเงินจับแน่นอนว่า หุ้นที่มีอนาคต การให้ PE ที่สูง ไม่ใช้เรื่องแปลก แต่เกินครึ่งเราจะพบว่า เป็นหุ้นที่วาดฝันอนาคตโดยยังไม่มี เหตุผลที่ชัดเจนรองรับ แต่เกิดจากการให้ข่าวเพื่อสร้างแรงความคาดหวังของนักลงทุน จากเหตุผลดังกล่าว
ก่อนที่จะมีการลงรายละเอียดในการเลือกหุ้นช่วงไตรมาส 2 น่าจะประเมินได้ว่า หุ้นขนาดเล็กส่วนใหญ่ที่มีการปรับตัวลดลงมาก่อนหน้านี้ หรือ ยังไม่ปรับตัวลดลง แต่ยังไม่มีอนาคต แรงซื้อที่แท้จริงจะไม่ย้อนกลับไปในช่วงระยะสั้นนี้ คือ กล่าวง่ายๆ ก็คือ ท่านที่ลงทุนและติดไว้ ต้องตัดใจในการขายออกมา เพราะฉะนั้น เมื่อกลับมาถึงวิธีการเลือกหุ้นในช่วงไตรมาส 2 จึงต้องย้อนมาหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่เท่านั้น เพราะคาดว่า หุ้นขนาดเล็กโอกาสย้อนกลับมา ในช่วงไตรมาสนี้ ยากมาก
คำถามก็คือ แล้วหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มไหนที่น่าจับตา น้ำหนัก ของหุ้นขนาดใหญ่ในตาดหุ้นไทย มีอยู่ 3 กลุ่ม ก็คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์,กลุ่ม ICT และกลุ่มพลังงาน แน่นอนว่า ใน 3 กลุ่มหลัก หุ้นกลุ่ม ICT อ่าจจะต้องรอผลเรื่องของ 4G ก่อน เพราะฉะนั้น คงไม่เกี่ยว เหลือเพียง 2 กลุ่มหลักที่เราต้องมาวิเคราะห์กัน กลุ่มแรกธนาคารพาณิชย์ ต้องยอมรับว่า รายได้สำคัญของหุ้นกลุ่มนี้ ก็คือ รายได้ที่มากจากดอกเบี้ย ก็คือ สินเชื่อปรับตัวลดลง แม้รายได้ค่าธรรมเนียมต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในบรรดาธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ต้องยอมรับว่า KTB เป็นธนาคารพาณิชย์ที่รองรับในเรื่องของโครงการภาครัฐ ซึ่งแน่นอนก็คือ ในช่วงปลายปีนี้ โครงการภาครัฐ น่าจะเกิดขึ้น และน่าจะทำให้จุดอ่อนของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่จะมีปัญหาของการขยายตัวของสินเชื่อหมดไป ,ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน คาดว่า ราคาน้ำมัน น่าจะทราบจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 นี้ ซึ่ง น่าจะทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาจากราคาน้ำมันมีการปรับตัวลดลง หมดไปและคาดว่า ในครึ่งปีหลังผลการดำเนินงานจะฟื้นตัว เพราะฉะนั้น การเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ และปิโตเคมี ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดี
สำหรับทิศทางของ SET INDEX นั้น สิ่งที่ต้องประเมินก็คือ ยังคงให้น้ำหนัก การปรับตัวลดลง แต่ยังไม่มั่นใจ ว่า ตัวเลขที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2 จะเป็น 1400 หรือ 1500 ซึ่งต้องรอการ up date เพราะประเมินว่า ตลาดหุ้นในช่วงไตรมาส 2 จะเป็นช่วงเวลาการตั้งหลัก แต่เมื่อมีปัจจัยลบเข้ามากระทบแบบไม่ได้มีการประเมินว่า ก็จะทำให้ มีการปรับตัวลดลงชั่วคราว จนทำให้จุดต่ำของตลาดเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าว ส่วนสำหรับระยะสั้น คาดว่า การพิจารณาแนวต้านที่ 1550-1560 จะเป็นหลักสำคัญ กรณีมีการวิ่งผ่านขึ้นไปได้ การเห็นตัวเลขที่ 1600 จุดก็จะเกิดขึ้น
บทสรุป บทความในวันนี้ เป็นการนำเสนอทิศทางการเลือกหุ้นและมุมมองตลาดหุ้นช่วงไตรมาส 2 ซึ่งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่จะนำเสนอรายละเอียดในวันเสาร์ที่ 18 เมษายน แต่อย่างไรตาม เราคงจะพบว่า ตลาดหุ้นช่วงไตรมาส 2 น่าจะเป็นช่วงเวลาของการตั้งหลัก มากกว่า การเป็นขาขึ้น สิ่งที่ควรทำก็คือ ในช่วงการตั้งหลักนี้ ควรนั่งสำรวจพอร์ตและเตรียมพร้อมสำหรับการเล่นในรอบต่อไป
หมายเหตุ ท่านที่รอลงทุนหุ้นในรอบหน้า ติดตามในงานสัมมาในวันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2558 เวลา 9.00-12.00 น. ท่านที่สนใจติดต่อได้ http://www.aekinvestment.com/ หรือ0817838888







