
ต้องปาราชิก
หลังจากคณะกรรมการการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ที่มี “ไพบูลย์ นิติตะวัน” เป็นประธาน เดินหน้าปฏิรูปพระพุทธศาสนา
โดย...เจษฎา จี้สละ
หลังจากคณะกรรมการการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ที่มี “ไพบูลย์ นิติตะวัน” เป็นประธาน เดินหน้าปฏิรูปพระพุทธศาสนา
ซึ่งประเดิมด้วยกรณีแนวทางการสอนธรรมของ “ธัมมชโย” เข้าข่ายบิดเบือนพระพุทธธรรม ลากโยงไปถึงเมื่อปี 2542 กรณีนำทรัพย์สินที่บริจาคใส่ในชื่อตัวเองแม้จะคืนให้วัดแล้วก็ตาม เข้าข่ายต้องปาราชิก นอกจากนั้นยัง “ตอกหมุด” ด้วยการจับมือกับ ปปง. และดีเอสไอ ในการสืบสวนกรณีฉ้อโกงทรัพย์สิน
ขณะที่อีกด้านหนึ่งมีเพียงมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ออกมาโต้กรณีพระดำริของสมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา โดย “พระพรหมเมธี” โฆษก มส. แถลงว่า ที่ประชุม มส. มีมติว่าธัมมชโยไม่ปาราชิก โดยพิจารณาจากมติ มส. ปี 2549 ที่ระบุว่า ธัมมชโยได้ปฏิบัติตามพระดำริของสมเด็จพระสังฆราชในการคืนที่ดินแล้ว จึงไม่ถือว่ามีเจตนาฉ้อโกงจนต้องปาราชิก
ทว่า สถานการณ์พลิกผันหลังจาก “พนม ศรศิลป์” เลขาธิการ มส. ผู้เข้าร่วมประชุม มส. ในวันที่ 20 ก.พ. ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุม มส. ไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว มีเพียงการชี้แจงของ “สมเกียรติ ธงศรี” ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ มส. ที่นำมติ มส. ปี 2549 ซึ่งจะใช้ไปชี้แจงต่อคณะกรรมการชุดของไพบูลย์เท่านั้น เหตุการณ์จึงกลับตาลปัตร
วิเคราะห์จากเสียงคนใน มส. ที่ไม่ขอรับรองความชอบธรรมของธัมมชโย โดยเฉพาะการ “ตีแสกหน้า” แถลงการณ์ที่ประชุม มส. ในวันที่ 20 ก.พ. สะท้อนว่ากลไกในการ “ปกป้อง” ธัมมชโยกำลังเกิดปัญหา
ขณะที่คณะกรรมการชุดไพบูลย์กำลังเดินหน้าผนึกกำลังจากภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่า ปปง.และดีเอสไอในการดำเนินคดีทางกฎหมาย ซึ่งท้ายที่สุดก็ยังใช้เป็นเหตุให้ปาราชิกได้อีก
ฉะนั้น ทุบโต๊ะได้เลยว่าต่อให้รอดจากมติ มส.ก็ยังมีคดีฉ้อโกงรอตัดสินปิดตำนานธรรมโกย







