
แปลกดี
ผ่านไปไม่ถึงเดือน ก็ส่งสัญญาณถอยกันตั้งแต่ต้นปีแล้ว
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
ผ่านไปไม่ถึงเดือน ก็ส่งสัญญาณถอยกันตั้งแต่ต้นปีแล้ว
เมื่อวานนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. แถลงปรับประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลงมา จากเดิมที่คาดว่าจะโต 4.1% ก็เหลือโตแค่ 3.9% เป็นการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ 2 ปีต่อเนื่อง
ปัจจัยหลักเนื่องจากการส่งออกที่ขยายตัวในอัตราที่ลดลง จากเดิมมองว่าโต 3.5% ก็คาดว่าจะเหลือเพียง 1.4% จากความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก
นอกจากนั้นการที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอยู่ที่ประมาณ 45.87 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก็มีผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวลดลงไปด้วย
ส่วนแรงส่งที่มีผลบวกต่อเศรษฐกิจก็คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15.3% โดยเฉพาะจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านคมนาคม และกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายการลงทุนในปี 2559 ที่เพิ่มขึ้น โดยคาดอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 70.5%
นอกจากนั้นการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นหลังจากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย บวกกับการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่ดีขึ้น
แต่ก็นั่นแหละ ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันก็มีผู้มองต่างมุม โดยลินดา เซลแลค หัวหน้าทีมตราสารทุนเอเชียแปซิฟิก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แมนูไลฟ์ เอเชีย ในฐานะผู้จัดการกองทุน MGF Asian Small Cap Equity Fund ซึ่งมีนโยบายลงทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กในภูมิภาคเอเชีย บอกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย
สาเหตุเนื่องจากเศรษฐกิจเอเชียจะยังคงเติบโตได้ดี โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าน้ำมันในปริมาณมาก เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ และจีน
และปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น มาจากเมื่อน้ำมันราคาถูกจะทำให้ประเทศที่นำเข้าน้ำมันมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น บริษัทต่างๆ จะได้ประโยชน์จากต้นทุนการผลิตต่ำลง มีการบริโภคมากขึ้น
ในขณะนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพชัดเจน เพราะนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังใช้สมมติฐานราคาน้ำมันอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยยังไม่กล้าใช้ราคาน้ำมันที่ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
แต่หากนักวิเคราะห์มั่นใจกับราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง ก็จะเห็นการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจขึ้นมา
การวิเคราะห์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จึงมีมุมมองแตกต่างกัน โดยหน่วยงานรัฐบาลถอย แต่เอกชนกลับจะเดินไปข้างหน้า
เห็นแล้วก็แปลกดี







