posttoday
Line หรือ Lie

Line หรือ Lie

21 มกราคม 2558

ช่างเป็นความบังเอิญที่ Line กับ Lie ออกเสียงเหมือนกัน จึงมีผู้ล้อเล่นกันว่าเรื่องที่ส่งมาทางไลน์อาจเชื่อไม่ได้ทั้งหมด

โดย...เสาวนีย์ สุวรรณรงค์  ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน ก.ล.ต.

สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้น บางคนถูกปลุกด้วยเสียงไลน์ เมื่อเปิดเข้าไปดูจะเจอกับเมนูหุ้นเด็ดประจำวันเสิร์ฟเป็นอาหารเช้า ซึ่งจะเลือกรับประทานแบบไหน หรือจะแค่อ่านเอามันก็เป็นสิทธิของแต่ละคนลองสำรวจอย่างคร่าวๆ พอจะสรุปเมนูที่มาทุกเช้าได้ว่า มี 3 แบบ

เมนูแบบแรก “ขอ 3 คำ”  เป็นการให้ข้อมูลสั้นๆ ทันใจ เช่น (ขอใช้อักษรไทยแทนชื่อย่อหุ้น) กขค ลงสะสม, พนก เป้า 3 บาท, อดร ซื้อก่อน 10.30 น., จกอ คัตถ้าหลุด 1.75  (อย่าห่อกลับบ้าน) หรือบางทีมาแต่ชื่อหุ้นเปล่าๆ ก็มี แล้วก็มีคนตัดสินใจซื้อและขายตามโพยนั้น โดยไม่หาหรือเช็คข้อมูลอื่นใดอีก

เมนูแบบที่สอง “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” มาแบบดูน่าเชื่อถือกว่าเมนูแรกตรงที่บอกข้อมูลเชิงเทคนิค เหมือนจะบอกว่าศึกษามาให้ดีแล้ว ตามภาพประกอบบางคนเห็นแบบนี้แล้วอยากซื้อทันที ลดเวลาหาข้อมูล ไม่ต้องคำนวณและพล็อตกราฟเองให้เมื่อย  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเทคนิคที่เขาใช้คืออะไร

เมนูแบบที่ 3  “ครบเครื่องต้มยำ” แบบนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นนั้นด้วย เช่น “ข่าว” จทก เตรียมร่วมทุนโรงไฟฟ้า พร้อมพิจารณาแจกวอร์แรนต์, อวท แผนเจรจาควบรวมใกล้จบดีล ดันกำลังผลิตเพิ่ม 10 เท่า หรือ “บทวิเคราะห์” มกน น่าลงทุนระยะยาวจากกำลังการผลิตเติบโตในอีก 3 ปีด้วยสัญญาที่รอลงนาม กับลูกค้าเมนูนี้ดูน่าเชื่อถือขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสองแบบแรก  แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่รู้ว่า ใครเป็นคนโพสต์คนแรก โพสต์ไว้ตั้งแต่เมื่อไร และเป็นข่าวจริงหรือลือกันแน่

ทั้งสามเมนูมักจะมีบางอย่างที่เหมือนกัน!  (1) ชื่อผู้เขียนโพสต์ ที่ใช้ชื่อที่แสดงปาฏิหารย์ หรือบ่งบอก

ความมีเมตตา เช่น แม่หมอ... พ่อหมอ... ป้าใจดี ลุงหุ้นรวย  (2) ลงท้ายเหมือนๆ กัน “แชร์หุ้นนะ ไม่ได้เชียร์” “ขอให้ทุกท่านโชคดี” และ (3) บอกด้วยว่า “จำนวนผู้อ่าน .... คน” แล้ว

เขากำลังทำอะไรกับเรา?

ผู้ที่เขียนโพสต์ต้องการให้อะไรเกิดขึ้นกับเราเมื่อได้อ่านข้อความเหล่านั้น ทำไมเราทำตามดังโดนมนต์สะกด ทั้งที่เราไม่รู้ว่าต้นทางของข้อความมาจากที่ไหน ข้อมูลนั้นเชื่อถือได้อย่างไร แม้จะรู้ว่าเพื่อนหรือบริษัทที่เราใช้บริการหรือมาร์เก็ตติ้งของเราส่งมาให้ด้วยความหวังดีก็ตาม

หากดูตามทฤษฎีการเงินเชิงพฤติกรรม น่าจะอธิบายได้ว่า คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มทำตามกลุ่ม (Herding behavior) แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม และเพราะเราเชื่อว่าจะมีคนเชื่อและซื้อขายตามโพยนี้กันหลายคน ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย (sense of security)  คิดว่าถ้าขาดทุนก็มีเพื่อนร่วมขาดทุนด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น คนเรามักมีอคติ (bias) ที่ว่า เรารู้ว่ามีคนโชคร้ายบนโลกนี้ มีคนที่ซื้อตามโพยแล้วขาดทุนหรือติดดอย แต่ เราจะไม่ใช่คนโชคร้ายคนนั้น เราจะไม่โลภ เราจะออกทัน หรือมั่นใจตัวเองมากเกินไป หนที่แล้วรอดมาพร้อมกำไรติดปลายนวม หนนี้ก็จะทำได้อีก ...เรากำลังเอานิสัยพนันและเสี่ยงดวงมาใช้กับการลงทุนหรือเปล่า?

พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่ถ้าเราใช้เหตุผลและวิเคราะห์ว่า ใครได้-ใครเสียจากพฤติกรรมของเรา เราน่าจะทบทวนวิธีการตัดสินใจลงทุนให้ดีขึ้นได้หาข้อมูลก่อน ไม่ต้องกลัวตกรถไฟ เชื่อว่าข้อมูลในลักษณะบทวิเคราะห์หลายข้อมูลเชื่อถือได้ เพราะมาจากนักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งผู้โพสต์สามารถทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือได้ง่ายๆ  เพียงแค่ใส่ชื่อบริษัทหลักทรัพย์และวันที่จัดทำไว้

ส่วนที่มาแบบข่าวลือใกล้เป็นจริง หรือมาแต่ชื่อหุ้นและราคาเป้าหมาย  ผู้ลงทุนต้องหาข้อมูลเพิ่มอีก ทุกวันนี้ข่าวหาง่าย บางทีค้นจาก Google หรือเว็บกระทู้ยอดฮิตด้วย “ชื่อหุ้น” หรือ “ชื่อผู้บริหาร” ก็จะมีผู้บอกเล่าเรื่องราวไว้ ทั้งข่าวดีข่าวร้าย  เจอแล้วเช็คกับเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ (www.set.or.th) อีกที  ทำเพิ่มอีกแค่นี้คงไม่ทำให้ตกรถไฟ ของถ้าดีจริงต้องดีนาน ถ้าดีแป๊บๆ อย่างนี้ไม่เข้าไปยุ่งจะดีกว่า

Line จะ Lie เราไม่สำเร็จ ถ้าเราตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนทุกครั้ง

 “ก.ล.ต. อยากให้คนไทยลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง”

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน