
ลดภาษีเติมเงินในกระเป๋า
เข้าที่เข้าทาง เริ่มทำงานวันแรกในวันปีใหม่
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
เข้าที่เข้าทาง เริ่มทำงานวันแรกในวันปีใหม่
แน่นอนที่สุดปีใหม่ไม่มีใครมองอนาคตเศรษกิจจะสดใส พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเนื่องจากปัจจัยลบต่างๆ ยังคงอยู่ แม้จะมีความพยายามกระตุ้นด้วยมาตรการต่างๆ ทั้งการลงทุนภาครัฐ หรือการส่งเสริมการลงทุน
และสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำก็คือการสร้างบรรยากาศที่น่าอภิรมย์มากขึ้นกว่าเดิม
เริ่มแรกต้องเลิกพูดเกี่ยวกับการขึ้นหรือเก็บภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือแม้กระทั่งการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
เพราะการพูดแต่การขึ้นภาษี จะทำให้บรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอย รวมถึงการลงทุนห่อเหี่ยว โดยที่คึกคักเห็นแต่จะมีแต่การหาทางเตรียมวางแผนหลีกเลี่ยงภาษีกันเท่านั้น
จากนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือการลดภาษี โดยทำตรงกันข้ามกับที่เคยทำมา
หรือพูดง่ายๆ ว่าแทนที่จะดูดเงินในกระเป๋าของชาวบ้าน ก็ให้ไปเพิ่มเงินในกระเป๋าแทน
การลดภาษี อย่าไปทำภาษีแบบกะปริบกะปรอยที่จับต้องไม่ได้ และต้องทำให้ทั่วถึง ฝนต้องตกทั่วฟ้า
เอาทั้งที ก็ต้องเรียกเสียงฮือฮา โดยมีผู้เสนอความคิดที่น่าพิจารณาไว้ว่า ควรลดภาษีมูลค่าเพิ่มไปเลย
จะลด 1% หรือ 2% ก็ว่ามา
จริงอยู่การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% จะทำให้เงินงบประมาณหายไปประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท แต่สภาวะที่เป็นอยู่รัฐบาลมีเงินทางอื่นมาชดเชยได้พอ
เงินที่ว่าก็คือเงินจากภาษีน้ำมัน
ในช่วงที่ราคาน้ำมันลดต่ำลง รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องลดราคาน้ำมันขายปลีกลงมาอีก แต่ให้ใช้วิธีเก็บภาษีน้ำมันให้มากขึ้นและเอาเงินที่ได้ไปลดภาษีมูลค่าเพิ่ม
อย่างน้ำมันดีเซล การปรับขึ้นภาษีลิตรละ 1 บาท จะมีเงินไหลเข้า 1.8-2 หมื่นล้านบาท ถ้าขึ้นลิตรละ 3 บาท ก็ลดภาษีมูลค่าเพิ่มได้แล้ว 1%
การลดภาษีมูลค่าเพิ่มอาจทำเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี ผูกติดกับภาวะราคาน้ำมัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย กระตุ้นบรรยากาศความคึกคักขึ้นมา เป็นการทำทีเดียว แต่ประชาชนได้ผลดีอย่างพร้อมเพรียง
กล้าไหม ที่จะคิดอีกแบบ ทำอีกด้าน
จะได้ออกจากกับดักแห่งความงวยงงกันสักที







