
วัฒนธรรมแห่งความคิด ตอนที่ 5
โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
โดย....ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
ในเมืองไทย มีอะไรที่คิดนอกกรอบได้บ้าง ? ...อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่อยู่ในใจของ Gen Y แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะ คิดไม่ออก ..ทุกวันนี้นักศึกษาจบใหม่ ปีละหลายแสนคน กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ผมเชื่อว่า สิ่งแรกที่อยู่ในใจของเด็กจบใหม่เหล่านี้คือ “ทำไง ถึงจะขึ้นไปเป็นผู้บริหาร” ..คำตอบ คงไม่พ้น คือ “ไปเรียนต่อปริญญาโท และ เอก” ซึ่งพอเรียนจบก็กลับมาเจอคำถามเดิม คือ ทำอย่างไร ให้ไต่ขึ้นไปอยู่ข้างบนขององค์กร
คุณรู้ไหมว่า ถ้าเป็นระบบราชการ เช่น ทหาร หรือ ตำรวจ มันแทบจะไม่มี Shortcut ทางลัดสู่ตำแหน่ง นายพล เลย นอกจากจะเส้นใหญ่จริงๆ ..เพราะ การขึ้นสู่ตำแหน่งสูงในระบบราชการ นอกจากความสามารถแล้ว อายุก็ต้องได้ คือ อย่างน้อยถ้าจะเป็นตำแหน่งนายพล ก็ต้องอายุ 40 ปีขึ้นไป ถึง 50 ปี ..ซึ่งบอกตรงๆ นะ คนรุ่นใหม่ รับไม่ได้ เพราะ มันนานไป
เด็กที่เกิดในยุค Digital ที่ทุกอย่างรวดเร็ว และ Mobile คือ เคลื่อนที่เร็ว ..มันรวมถึง ความต้องการประสบความสำเร็จ ก็รวดเร็วไม่แพ้กัน
คำตอบของ คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y คือ “ต้องสร้างกิจการของตัวเอง” หรือ “ต้องคิดนอกกรอบในที่ทำงาน”
มาอันแรกก่อน การสร้างกิจการตัวเอง มันเริ่มจากต้องมีทุน และ มีความสามารถ รวมทั้งต้องกล้าเสี่ยง แต่ปัญหาคือ สิ่งที่มนุษย์ต้องการ มันแทบจะมีอยู่แล้วบนโลก ดังนั้น ทางเดียวที่จะสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่ ก็คือ ต้องสามารถตอบโจทย์ลูกค้า หรือ แก้ปัญหาบางอย่างให้ลูกค้า ..เช่น ดีกว่า , เร็วกว่า , ถูกกว่า , อร่อยกว่า , สนุกกว่า , สวยกว่า , เล็กกว่า , ทนกว่า ..จะเห็นได้ว่า ทุกอย่างที่พอจะคิดได้ มันมีคำว่า “กว่า” แปลตรงๆ คือ มันมีคู่แข่ง
อะไรที่มีคู่แข่ง ย่อมยากเสมอ แถมเราในฐานะ ผู้ท้าชิง ที่อ่อนประสบการณ์ ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจสำเร็จยากเข้าไปอีก
สิ่งที่ผมอยากนำเสนอให้ คนรุ่นใหม่ ที่อยากมีธุรกิจส่วนตัว ให้เริ่มจาก “ฝึกคิดนอกกรอบในที่ทำงานให้ได้เสียก่อน”
หลายคนอาจจะบอกว่า ทุกวันนี้ฉันก็เป็นคนคิดต่างในองค์กรอยู่แล้ว แต่ขอถามหน่อยว่า คุณมั่นใจแค่ไหนว่าคุณเป็นคนคิดต่างในองค์กร
ผมจะยกตัวอย่าง คนคิดต่างในองค์กรให้ดู เช่น
หนึ่ง คุณทำงาน ที่ไม่ได้วัดผลเหมือนคนอื่น เช่น คนอื่นวัดผลจากยอดขาย แค่คุณโดนวัดผลงานจากอย่างอื่น (วัดจากอะไรนี่ งง ป่ะ)
สอง หน้าที่ ที่คุณทำในองค์กร ไม่สามารถมีใครทำแทนคุณได้เลย (ไม่เคยมีตำแหน่งแบบนี้ในองค์กร)
สาม คุณทำงานคนละเวลากับคนอื่น เข้างาน และ เลิกงาน ไม่ตรงกับใคร (ไม่ต้องตอกบัตร บ้าไปแล้ว)
สี่ คุณไม่มี Career Path ในองค์กรเลย เพราะ งานของคุณมันไม่เคยมีใครในองค์กรทำ เลยไม่รู้ว่า ตำแหน่งต่อไปในองค์กรของคุณคืออะไร (ไม่มีอนาคตในองค์กร จริงดิ)
ครับ!! แค่เป็น อย่างหนึ่งอย่างใด ในสี่ข้อที่กล่าวมา ก็คงบ้าน่าดู เพราะ คนอย่างที่ว่า ไม่น่าจะทำงานอยู่ในองค์กร จริงไหม ?
แต่ผมจะบอกคุณว่า คนที่มีลักษณะ สี่อย่างที่กล่าวมา วันนี้แฝงตัวอยู่ในเกือบทุกองค์กร ที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง แต่แน่นอน องค์กรที่กำลังแย่อย่าง Kodak หรือ Nokia ไม่มีคนแบบนี้แน่นอน ...คนแบบนี้จะแฝงตัวอยู่ในองค์กรที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า จริงๆ แล้ว สิ่งที่เราทำ มันกำหนดผลลัพธ์อยู่แล้ว ...สิ่งที่กำลังตายในโลกของการทำงาน ก็คือ Career Path หรือ ตำแหน่ง ..เพราะ “ตำแหน่ง” มันเป็นบันได ที่มันมองไม่เห็นอนาคตสำหนับคนรุ่นใหม่ เพราะ เขาไม่ต้องการมาไต่เต้าเหมือนคนรุ่นที่แล้ว ประกอบกับ Technology และ การเปลี่ยนของโลกธุรกิจ มันทำให้ “การคิดใหม่ ทำไหม่” ในองค์กร เป็นที่ต้องการมาก
อย่างยกตัวอย่าง องค์กรที่ผมทำงานด้วย อย่าง หลักทรัพย์บัวหลวง ..ภาพข้างนอกอาจดูว่า Conservative แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า ในหลักทรัพย์บัวหลวง มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ทำงานแบบ 4 ข้อที่กล่าวมา คือ ไม่มีตำแหน่ง / งานไม่เหมือนใคร / ผลงานไม่ได้ถูกประเมินแบบคนอื่น และ เวลาในการทำงานไม่เหมือนใคร
เอาง่ายๆ ทีม OIC ที่ผมตั้งขึ้นมา เป็นทีม “อาจารย์” ที่ทำหน้าที่สร้าง Content และสร้างความรู้ สอนลูกค้า ซึ่งเดิมทีธุรกิจ Broker ไม่มีหน่วยงานแบบนี้ ..แถมการวัดผลของทีมงาน กลับกลายเป็น วัดจาก จำนวนการอยู่รอดและรวยขึ้นของลูกค้า เป็นผลงาน แทนที่จะวัดตาม Volume การเทรดของลูกค้า
ใช่!! ประเทศเรากำลังเปลี่ยน ..คำถามคือ การที่เราจะวัดว่า อนาคตของของเราจะก้าวหน้าแค่ไหน มันขึ้นกับว่า สิ่งที่เราทำ มันอยู่ในการเปลี่ยนแปลงหรือไม่นั่นเอง ...คิดนอกกรอบ ทำนอกกรอบ ..จัดไป !!







