
ผลตอบแทนในตลาดหุ้น
โดย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
โดย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอกการลงทุน
ต้องยอมรับว่า ณ.ปัจจุบันที่เราคุยกันเป็นโค้งสุดท้ายของตลาดหุ้นไทยปี 2557 เพราะเข้าสู่ 2 เดือนสุดท้าย โดยภาพรวม ต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นปีนี้ดีมาก แม้ผลตอบแทนอาจจะไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับหลายปีก่อน แต่เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยต้องถือว่า สูง
สิ่งที่ท่านต้องหันมาสำรวจการลงทุน ของท่านเอง ก็คือ การลงทุนในปีนี้ ท่านประสบความสำเร็จหรือไม่ โดยวิธีง่ายๆ ก็คือ การพิจารณาเปรียบเทียบกับดัชนีตลาดรวม ยกตัวอย่างเช่น สมมุติ SET INDEX ต้นปี เริ่มที่ 1200 จุด ปิดสิ้นปี 1500 จุด ก็เท่ากับการขึ้นมา 25% ท่านลองดูว่า ในพอร์ตการลงทุนของท่านสูงกว่า หรือ ต่ำกว่า ตัวเลขดังกล่าว กรณีต่ำกว่า ก็ต้องมานั่งทบทวนว่า ข้อผิดพลาดอยู่ตรงไหน เวลาคิด ต้องมีการตัดหุ้นทุกตัวในพอร์ตนะครับ อย่าคิดเฉพาะที่กำไร ส่วนท่านใดที่มีกำไรในปีนี้ เกิน 25% ก็ต้องบอกว่า ท่านประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
แต่สิ่งที่ต้องมีการกระทำต่อก็คือ ต้องพิจารณาการลงทุนของท่านที่สร้างกำไรให้พอร์ตเกิดจากหุ้นหรือการลงทุนอะไร เพราะบางครั้ง พอร์ตที่กำไร เกิดจากการเก็งกำไร หุ้นไม่กี่บริษัท ซึ่งเป็นเพียงความบังเอิญมากกว่า การจัดพอร์ตที่ถูกต้อง ควรได้ผลตอบแทนในการลงทุนที่สูงกว่า ตลาดและเกิดจากการวางแผนที่ถูกต้องโดยความเสี่ยงต้องเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะฉะนั้น เบื้องต้นนี้ ท่านต้องพิจารณาผลตอบแทนในพอร์ตท่านก่อนว่า ต่ำกว่า หรือสูงกว่า 25%
วกกลับมาในการพิจารณาถึงการลงทุนในปีนี้ เราต้องยอมรับว่า ผู้เล่นในตลาดหุ้นไทยเกิดจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ และนักลงทุนบุคคลทั่วไป ซึ่งต้องยอมรับว่า ปีนี้ กรณีท่านที่เริ่มลงทุนตั้งแต่ไตรมาส 1 การได้รับผลตอบแทนเกิน 25% ไม่ค่อยยาก อีกทั้งในช่วงเวลาปัจจุบันหุ้นขนาดกลาง-เล็ก มีการปรับตัวสูงขึ้นและพอร์ตของนักลงทุนรายบุคคลชื่นชอบในการลงทุนหุ้นกลุ่มนี้
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ไม่แปลกอะไรที่จะมีการ LOCK กำไร ปิดพอร์ตการลงทุนในปี 2557 เพราะถือว่า ประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งกรณีเป็นเช่นนี้ ก็น่าจะประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 เดือนสุดท้ายได้ว่า ภาพตลาดหุ้นไทยไม่น่าจะทำจุดสูงสุดใหม่ เหตุผลก็เพราะ ณ.บริเวณที่ SET INDEX 1600 จุด ต้องยอมรับว่า หาคำตอบในเรื่อง กำไรของบริษัทจดทะเบียนให้สอคคล้อง กับราคาตลาดไม่ได้ และจากการพิจารณาแล้ว การคาดการณ์ในปีหน้า ก็ยังไม่มีสำนักวิจัยฯ ใดมีการปรับประมาณการณ์กำไรเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ใน 2 เดือนสุดท้ายคงตั้งความหวังไว้ที่ นักลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน ที่จะมีเม็ดเงินจากกองทุน LTF หรือ RMF ในการเกิดแรงซื้อ แต่โดยส่วนตัวแล้วกองทุนเหล่านี้ก็ต้องการผลประกอบการที่ดี และต้องมีการแข็งขันในเชิงเปรียบเทียบเพราะฉะนั้นการที่จะมีเม็ดเงินเข้ามาและไล่ราคาหุ้นให้เพิ่มสูงขึ้นไม่น่าจะเกิดขึ้น
ผมจึงประเมินว่า ด้วยเหตุผลทั้งหมด ภาพตลาดในช่วง 2 เดือนที่เหลืออยู่กรณีระดับราคาของ SET INDEX มีการปรับตัวสูงขึ้นมา จนใกล้จุดสูงสุดเดิม ที่ 1602 จุด น่าจะเป็นจังหวะในการขายปิดพอร์ต lock กำไรในปีนี้ ซึ่งน่านจะได้ผลตอบแทนที่สูงพอสมควร และจะทำให้พอร์ตการลงทุนของท่านประสบความสำเร็จในปีนี้ และอย่าลืมคำเตือนของนักลงทุนในสมัยก่อนว่า “กรณียังไม่ขายหุ้นออกมา ก็ยังไม่ถือว่า กำไรที่เกิดขึ้น เป็นกำไรที่แท้จริง”







