posttoday
แนะซื้อหุ้น ช่วงตลาดปรับฐานย่อย

แนะซื้อหุ้น ช่วงตลาดปรับฐานย่อย

07 ตุลาคม 2557

โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)

โดย พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)

ภาวการณ์ลงทุนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จาก “สภาพคล่องสูง แต่เศรษฐกิจซบเซา” ไปสู่ “สภาพคล่องลด แต่เศรษฐกิจฟื้น” สภาพคล่องทางการเงินที่ลดลง ขณะที่ราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่ากิจการ (Valuation) แพงขึ้นมากตลาดหุ้นจึงมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวนสูงขึ้น

เมื่อวันศุกร์ สหรัฐรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 248,000 ตำแหน่ง ในเดือนก.ย. ขณะที่อัตราว่างงานลดลงเหลือ 5.9% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี ตัวเลขจ้างงานเดือนก.ย.เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 215,000 ตำแหน่ง

นอกจากนั้น ยังปรับขึ้นตัวเลขในเดือน ส.ค.สู่ 180,000 ตำแหน่ง.จากรายงานเบื้องต้นที่ 142,000 ตำแหน่ง

การปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วของอัตราว่างงานได้เพิ่มความเป็นไปได้ที่อัตราการจ้างงานจะกลับเข้าสู่ระดับปกติและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในช่วงครึ่งแรกของปี 2558

ศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ดีด 208.64 จุด หรือ 1.24%  ปิดที่ 17,009.69 จุด คาดว่า จะส่งบวกเชิงจิตวิทยาต่อตลาดหุ้นเอเชียในช่วงต้นสัปดาห์ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นมาตรวัดค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆในตระกร้าเงินแข็งค่าขึ้น 1.07% ปิดที่ 86.668 ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี

ขณะที่ทองคำปิดร่วง 22.2 ดอลลาร์ หลุดระดับ 1,200 ดอลลาร์/ออนซ์ มาปิดที่1190 ดอลลาร์ ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 53 และเสี่ยงที่จะทรุดลงอีก

ย้อนดูสถิติตลาดหุ้นสหรัฐ นับตั้งแต่ ค.ศ.1980 เป็นต้นมา เฟดมีการปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น 5 รอบใหญ่ ดัชนี S&P 500 ไม่ได้ทรุดอย่างที่นักลงทุนกังวล ในทางตรงข้าม กลับแกว่งขึ้นก่อนหน้าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก 6 เดือน ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.6% และทั้ง 5 เหตุการณ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวก

หลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก 6 เดือน ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.7% โดย 3 ใน 5 เหตุการณ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวก อีก 2 ครั้ง ติดลบเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิน 12 เดือน จากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก S&P 500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวกตลอด

การที่ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งก่อนและหลังการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช่วยหนุนผลประกอบการความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจที่ลดลง ยังทำให้นักลงทุนเรียกร้องค่าชดเชยความเสี่ยงลดลงด้วย จึงมีแนวโน้มที่จะยอมรับค่าพีอีที่สูงขึ้น

ล่าสุด ส่วนใหญ่คาดว่า เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกลางปี 58 และจะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็น 1.35% ในสิ้นปี 58 และราว 3% ในปี 59 ซึ่งช้าวงจรการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอดีต น่าสังเกตว่า ธนาคารกลางยุโรป(ECB) และญี่ปุ่นยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลกจึงไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้เฟดจ่อยุติมาตรการ QE ในเดือนต.ค.นี้ และเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในปี 58  สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการของยูโรโซนในเดือนก.ย. ปรับตัวลงแตะ 52.0 จาก 52.5 ในเดือนส.ค. และต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นเดือนก.ย.ที่ 52.3

นับเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน ECB ส่งสัญญาณอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการซื้อตราสาร Covered bonds เริ่มช่วงกลางเดือนต.ค. และจะซื้อ Asset-backed Securities ในไตรมาส 4 ใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 2 ปี

การเข้าซื้อตราสารหนี้ดังกล่าว ควบคู่กับการใช้มาตรการ TLTROs จะช่วยให้งบดุลของ ECB มีมูลค่าสูงเกือบแตะระดับ 3 ล้านล้านยูโร จากปัจจุบันที่ราว 2 ล้านล้านยูโร

หาก ECB เติมเงินเข้าระบบอย่างสม่ำเสมอ จะฉีดเงินเฉลี่ย 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ/เดือน ตลอดช่วง 2 ปีข้างหน้า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งสุดในรอบ 4 ปี และโน้มแข็งค่าขึ้นอีก

ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานและอาหารอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ จึงเปิดช่องให้เฟดไม่ต้องเร่งรีบปรับขึ้นดอกเบี้ย

ด้านปัจจัยในประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 3.6 แสนล้านบาท หรือ 3% ของ GDP เน้นซ่อมสร้างทั่วประเทศ รวมถึง 4 หมื่นลบ. ที่ใช้ช่วยชาวนาลดต้นทุนการผลิต มาตรการนี้จะเห็นผลชัดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 58 เป็นต้นไป

หุ้นที่อิงการลงทุนในประเทศ เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการนี้ เช่น กลุ่มรับเหมาฯ วัสดุก่อสร้าง และนิคมอุตสาหกรรม อย่าง CK STEC SCC HEMRAJ WHA ขณะที่กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ตามมา หลังจากเงินเริ่มหมุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก อสังหาฯ อย่าง KBANK BBL HMPRO QH LPN PS SPALI

ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงปรับฐานย่อย แนะซื้อช่วงย่อ ดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแนวต้านอยู่ที่ 1580, 1595 จุด ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1553 และ 1540 จุด ตามลำดับ เม็ดเงิน LTF, RMF ที่รอซื้อหุ้นก่อนสิ้นปีนี้อีกไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท จะช่วยประคองตลาดช่วงย่อตัว

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน