
บัญชีสุดท้าย
หากการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้รับความร่วมมือ ย่อมกระทบต่อทิศทางการปฏิรูปในอนาคตรวมถึงการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
โดย...อสนีบาต
ตุลาคมนี้ จะได้เห็นโฉมหน้าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จำนวน 250 คน (ส่วนกลาง 173 คน บวก ตัวแทนจังหวัดละ 1 คน 77 คน ) สักที หลังจากก่อนหน้านี้มีบัญชีรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการปลิวว่อนผ่านสายตาสาธารณะชน
สืบทราบจากวงในโผรายชื่อที่เผยแพร่ผ่านโซเชี่ยลมีเดียจัดทำถึง 3 บัญชี แล้วทยอยเผยแพร่ออกมา บัญชีดังกล่าวน่าเชื่อถือขนาดไหน สายสืบหัวสว่านประจำใต้ถุนตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล เจาะข้อมูลได้ความว่า อันดับแรกให้สังเกตุที่ตัวพิมพ์ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันหมด ซึ่งไม่ใช่ตัวพิมพ์แบบเดียวกับที่ จัดพิมพ์ลงในราชกิจจานุเบกษา
จำนวนรายชื่อที่นำมาเผยแพร่ไม่ครบตามจำนวน น่าสังเกตว่าเป็นรายชื่อใน 11 คณะแต่ไม่ปรากฎรายชื่อในสัดส่วนของจังหวัด ทั้งที่ว่าที่สปช.ระดับจังหวัดมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อน โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผ่านมาถูกโจมตีเกี่ยวกับการวิ่งเต้น มากกว่ารายชื่อสปช.11 ด้านด้วยซ้ำ (เพราะอะไร ต้องการเบี่ยงเบนประเด็นหรือเปล่า เก็บไว้ให้คิด)
ถามต่อไปว่าใครเป็นคนปล่อย ต้องส่องกล้องไปที่กรรมการสรรหาสปช.แต่ละคณะ จะมีคณะทำงานจากคสช. ร่วมเป็นฝ่ายธุรการ ดังนั้นคนที่รู้ว่าใครสมควรได้รับคัดเลือกบ้าง ต้องอยู่ในกรรมการสรรหา รวมถึงเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
มาถึงคำถามปล่อยออกมาทำไม รู้แล้วเหยียบไว้ ปฏิบัติการทางทหาร มีฝ่ายจิตวิทยาความมั่นคง จึงเป็นไปได้ที่การเปิดเผยรายชื่อเพื่อต้องการหยั่งกระแส ตรวจวัดอารมณ์สังคมยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน
ทันทีที่สื่อนำเสนอโผรายชื่อไม่เป็นทางการ ปรากฎว่า นักการเมือง นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวองค์กรภาคประชาชน ออกมาวิจารณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบ
บรรดาผู้มีสติ ให้ข้อคิดเห็นท้วงติงอย่างมีเหตุผล ตัวอย่างเช่น รายชื่อว่าที่สปช.ด้านสื่อ อุดมไปด้วย นายทหาร ตัวแทนข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ ตัวแทนบริษัทโฆษณา เจ้าของทีวีดาวเทียม เจ้าของนสพ. ขณะที่ตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อ แทบไม่เห็นหัว ย่อมมีปุจฉาตามมาจะปฏิรูปสื่ออย่างไร เป็นเรื่องที่คสช.ต้องวิสัจชนาหาคำอธิบายให้กระจ่าง
ส่วนฝ่ายการเมืองที่สูญเสียอำนาจ ได้ทีงัดวาทะพิพากษาอวสานปฏิรูปบ้างหล่ะ ปฏิเละบ้างหล่ะ
“สปช.ชุดนี้ เป็นคนหน้าเดิมๆ ไม่อาจทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศได้” ทั้งที่สปช.ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงาน แต่นักการเมืองสามารถตรัสรู้ทันที ไม่อาจเกิดการปฏิรูป นี่แหละเป็นการเช็คกระแสแต่ละฝ่ายโดยเฉพาะนักการเมืองปัญญาเท่าหางอึ่งถนัด”แกว่งปากไว้ก่อนนายใหญ่สอนไว้” โดยไม่คิดที่จะปฏิรูปรอยหยักสมองตัวเอง
ไล่เลียงวันเวลา รายชื่อที่ถูกเผยแพร่ออกมาเกิดขึ้นก่อนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) นำขึ้นทูลเกล้าฯ
เช่นเดียวกับการจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายทหาร หรือการจัดทำโผคณะรัฐมนตรี หากพบว่ามีปัญหาทางข้อกฎหมาย ขัดคุณสมบัติ สามารถสลับสับเปลี่ยนได้ทัน จึงสอดรับการให้สัมภาษณ์ของนายกฯในเวลาต่อมา โผที่ปรากฎตามข่าวมีชื่อไม่ตรงหรือผิดอยู่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
ตามที่กล่าวข้างต้น นี่คือปฏิบัติการตามแบบฉบับเสนาธิการ ต้องการโยนหินถามทาง หวังเช็คกระแสสังคม เพื่อปรับปรุงแก้ไขก่อนเป็นบัญชีสุดท้ายนั่นเอง
ท่ามกลางการตัดสินใจจะเลือกคนแบบไหนอย่างไร นายกฯต้องการรับฟังกระแสสังคมด้วย เพราะหากการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้รับความร่วมมือ ย่อมกระทบต่อทิศทางการปฏิรูปในอนาคตรวมถึงการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
จึงไม่แปลกที่มีการกล่าวย้ำผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติมากกว่าสองครั้ง นอกจากคัดเลือก 250 บุคคล ดี เด่น ดัง ให้ลงตัวที่สุด
อีกประเด็น จะทำอย่างไรให้ผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือก รวมถึงกลุ่มองค์กรภาคประชาชนที่กำลังจับจ้องอยู่นอกเวทีต้องไม่ตกขบวน หากสามารถดึงเข้ามามีส่วนร่วมทำงานในเรือลำเดียวกันสำเร็จ ย่อมทำให้การปฏิรูปเดินหน้าไม่สะดุดติดขัด







