
โรงงานปั๊มกฎหมาย
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เข้าสู่ภาวะหน้าเดินแล้ว
โดย...ณ กาฬ เลาหะวิไลย
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เข้าสู่ภาวะหน้าเดินแล้ว
ภารกิจเร่งด่วนในเดือนนี้ก็คือการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ เต็งหนึ่งยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ชนิดที่โผยังไม่พลิก
จากนั้นก็เข้าสู่สภาพงานที่สำคัญอันได้แก่การพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ ที่ค้างคามานาน
นี่แหละ...น่าเป็นห่วง
เพราะนับไปนับมา ปรากฏว่ามีร่างกฎหมายอยู่ราวๆ 400 ฉบับ
ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกแยกออกเป็น 3 กลุ่มเป็นที่เรียบร้อย
กลุ่มแรกเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เสนอต่อ คสช.ไปก่อนหน้านี้แล้ว และกำลังเตรียมเข้าสู่สภา
กลุ่มที่ 2 เป็นร่างกฎหมายเคยผ่านการพิจารณาของ ครม.ชุดก่อน และรอการปัดฝุ่นเสนอเข้าไปพิจารณาอีกครั้ง
และกลุ่มที่ 3 ต้องยกร่างขึ้นมาใหม่ของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ
เรียกได้ว่างานที่รออยู่กองอย่างกับภูเขาเลากา
ยิ่งพิจารณากรอบระยะเวลาประมาณ 1 ปี ที่กำหนดเอาไว้สำหรับการปฏิรูปประเทศก็จะเห็นสภาพที่น่าจะเกิดขึ้นได้ทันที
เพราะเวลา 1 ปี หากหักวันหยุดเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดราชการอื่นๆ แล้ว จะเท่ากับเหลือเวลาทำงานจริงๆ 200 วันเศษ
ถ้าต้องยกร่างกฎหมายพิจารณากฎหมายทั้งหมดให้เสร็จสิ้น เท่ากับต้องพิจารณาวันละ 2 ฉบับ ทำกันทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
แต่หากประชุมสภาสัปดาห์ละ 2 วัน ก็ต้องพิจารณาร่างกฎหมายจำนวนที่มากกว่าเดิม
ทำงานอย่างกับอยู่โรงงานปั๊มกฎหมายอย่างไรอย่างนั้น
แล้ว สนช.จะมีเวลาศึกษา ไตร่ตรอง เนื้อหา รายละเอียดของร่างกฎหมายทั้งหมดได้มากน้อยเพียงใด
ที่สำคัญร่างกฎหมายเกือบทุกฉบับจะมีผู้มีส่วนได้เสีย
คำถามก็คือทำอย่างไรที่ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบรับรู้ถึงเนื้อหาร่างกฎหมาย ได้เสนอความเห็นประกอบการพิจารณา รวมถึงการเผยแพร่รายละเอียดเนื้อหากฎหมายหลังผ่านการพิจารณาให้สาธารณชนได้รับรู้ ฯลฯ
จริงอยู่ในสภาพบ้านเมืองไม่ปกติ จำเป็นต้องใช้กระบวนการพิเศษในการเร่งรัดกฎหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
แต่ทว่ากระบวนการพิจารณาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องรอบคอบ เข้าใจกันอย่างเพียงพอ เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียได้แสดงความเห็น รับทราบผลกระทบที่จะตามมามิใช่หรือ
แล้วทั้งหมดจะทำกันอย่างไร
เฮ้อ...แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว







